Kujah's profileKujah's LeaguePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    May 31

    Perception

    นอนกินบ้านกินเมือง

    อาทิตย์ที่ผ่านมายุ่งจนไม่มีเวลาจะเขียนสเปส เป็นไปได้ด้วยแฮะ.. จริงค่ะ
    โดดเรียนไปสองคาบ เพราะนอนไม่พอ หรือเป็นเพราะความขี้เกียจของเรานะ แล้วการบ้านก็ทับถมๆ เป็นดินพอกหางหมู

    hongo
    ไปโทไดแคมปัสฮงโกมา เสียดายที่ฟ้าสีขาวเพราะฝนตกนิดหน่อย นี่คือ akamon อันเลื่องชื่อ (เหมือนทางเข้าศาลเจ้าแฮะ) <--

    taehbdวันจันทร์ที่ผ่านมาเป็นวันเกิดน้องเต้ พวกเราก็เลยนัดไปฉลองกันให้ที่สถานี (เอ่อ..) เซโจ ลองไปกินร้างทงคัตสึแพงๆที่อยู่บนห้าง Seijo Corty แพงจริงเพราะเซ็ทนึงราวๆ พันห้า พันหก อัพ แต่ว่าหมูเค้าก็อร่อยจริง แล้วก็มากินเค้กกันต่อที่หอ สนุกสนาน  -->

    ต่อมาก็อยู่แล็บจนดึกแทบจะทุกวัน เพราะต้องพยายามทำงาน สิ่งนึงที่เรียนรู้มาคือถ้าเรากลับมาบ้านเมื่อไหร่เราจะไม่ทำงาน.. ไม่ได้และ การบ้านก็ยังกองเหมือนเดิมมันไม่ลดลงไปไหนแค่เพราะเราหายใจหรือจ้องมองมันหรอกนะ

    และแล้วเย็นวันศุกร์ก็ได้ไปช้อปปิ้งสมใจ อย่างน้อยขอให้ได้ใช้ตังหน่อยเหอะ สักหนึ่งวันในหนึ่งอาทิตย์ คลายเครียดๆ พร้อมรับมือกับวันเสาร์อาทิตย์ที่จะทำการบ้าน และไปเที่ยว (เอ๊ะ เกี่ยวกันมั้ย)

    เย็นวันนั้นขณะเดินขึ้นรถบัส ก็สังเกตุอะไรบางอย่าง คือฝนมันตกแล้วเราขึ้นเป็นคนสุดท้าย คนขับก็ไม่ยอมปิดประตูแล้วออกรถซะที มัวแต่รอให้เราจ่ายตังให้เสร็จ ก็เกิดความคิดชั่วๆว่าเค้ากลัวเราไม่จ่ายรึไงนะ.. ปรากฎว่าเพื่อนบอกว่า เค้าไม่ได้กลัวเราไม่จ่าย เค้ารอให้ทุกคนมีที่จับให้เรียบร้อยก่อนจะได้ออกรถได้อย่างปลอดภัย อิอิ พอได้ยินอะไรแบบนี้ก็แอบ เออ คนเรานี่มุมมองนิดเดียวก็ต่างกันไปคนละขั้วแล้วแฮะ นี่ยังแค่เรื่องเล็กๆ นับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่ๆในชีวิต มองให้มันดีมันก็ดี มองให้มันไม่ดีมันก็ไม่ดีเนอะ

    May 25

    Thai Tokyo Welcome Party

    เมื่อวานไปงานรับน้อง ไทย โตเกียว มา จัดที่หอโคมาบะ ก็สนุกดีนะ เหมือนไปค่ายย่อยๆแบบครึ่งวัน ทำให้แอบนึกถึงตอนอยู่ชมรมที่ต้องจัดรับน้อง หรือมีทติ้งทั้งหลายแหล่ แต่ด้วยความที่ไม่ได้คิดว่างานจะเป็นแบบนี้ เราเลยใส่กระโปรงไปเฉยเลย แล้วนั่งพื้น ลุกขึ้นลุกลงแอบลำบากนิดหน่อย กลับมาเข่าช้ำทั้งสองด้าน ขาเดี้ยงไปเรย เอ๊ะหรือว่าแก่ซะแล้วนะเนี่ย

    ตอนเย็นก็ไปกินพาสต้าร้าน To the herbs หน้าสถานีเซโจ กินกันแค่สองคนแต่ว่ากินทุกอย่างที่อยากกิน สลัด พิซซ่า และ พาสต้า ที่น่าแปลกคือหมดด้วย อร่อยมากจริงๆ ทั้งๆที่คืนวันก่อนพึ่งจะไปกินยากินิคุ แบบบุฟเฟ่ (ทาเบะโฮได) มาแบบอืดกันมากๆ คนไปเยอะมากจนต้องเปลี่ยนร้านไปสาขาโอคุระที่มันไม่ค่อยมีคน แต่สาขานั้นแอบดีจริง กินนานๆก็ไม่มีใครมาไล่

    หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้อัพไดอารี่เท่าไหร่ ทั้งๆที่ตั้งใจจะเขียนทุกวันแท้ๆ เพราะว่าไม่สบายมากมาย เป็นหวัดนั่นแหละ ต่อเนื่องมาจากวันที่เจ็บคอ แต่ว่าทำยังไงก็ไม่หายซะทีก็เลยกินยาดักมันทุกวัน แล้วยานั่นแหละที่ทำให้ซม ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเท่าไหร่ ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว คิดว่าหายแล้วนะ แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซนต์อะ วันนี้ตื่นมาก็ยังมีปวดหัว (แต่เหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวกับหวัดเท่าไหร่) และคันตา จะเป็นอะไรกันนักกันหนาเนี่ย อยากสบายดีแล้วนะ

    แล้วเมื่อวันศุกร์ก็เป็นบ้าค่ะ ไปคุยกับเซนเซมา เรื่องหัวข้อและสิ่งที่เราจะทำวิจัย ก็ตั้งใจเต็มที่ เตรียมพร้อมไปสู้ว่าเราจะไม่ทำแบบ hard core programming, calculation นะ แต่ทุกอย่างก็เป็นอันต้องล้มพับเก็บกลับบ้านไป เพราะเซนเซถามมาหนึ่งคำ.. สรุปนี่ต้องการทำอะไร ในเมื่อยังไม่แน่ใจ ก็ทำโปรแกรมมิ่งไปละกัน มันง๊ายง่ายนะ... จบ อีกสองอาทิตย์เราจะมาเลือกเปเปอร์ที่จะเขียนโปรแกรม และศึกษากันนะคะ.. โฮกกกกกกกก แล้วไอ้ที่บอกเราเมื่อตอนเจอกันครั้งแรกว่า ผมพร้อมที่จะศึกษาไปกับคุณ เนี่ยมันเราฝันไปรึไงนะ.. กรี๊ซซซซซซซซซซ

    เดินหัวเราะแบบคนบ้าออกมาจากห้องเซนเซกลับมาแล็บ แล้วก็เก็บของไปช้อปปิ้งที่ชิโมะทันที..

    ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ ถ้าเราไม่ปล่อยตัวเองให้ไหลไปตามน้ำ เราอาจจะหักได้.. ตอนนี้เรากำลังเลือกปล่อยตัวเองไปตามน้ำสินะ

    May 20

    Aitai : Seven

    Translation: qinshihuang @ jay-chou.net / .:: Stacey ::.@se7enthheaven
    Translation in Thai: kujahleague

    "楽しかったね" 小さく呟き微笑んだ君
    (tanoshikatta) ne chiisaku tsubuyaki hohoen da kimi
    “I had a lot of fun,” you nodded as you smiled at me
    "ฉันสนุกมากนะวันนี้".. เธอพยักหน้าและยิ้มให้ผม

    "まだそばにいたよ" 込み上げる弱音飲み込んだ僕
    (mada soba ni ita yo) komiageru yowane nomikon da boku
    “Stay by my side a while longer” I swallowed those words, the yearnings of my weakness
    "อยู่กับผมนานกว่านี้อีกได้ไหม" ผมไม่กล้าที่จะพูดคำเหล่านั้นออกไป ผมช่างอ่อนแอเหลือเกิน

    鳴り響く電車のベル無情に二人を引き裂く
    narihibiku densha no beru mujou ni futari wo hiki saku
    The echoing scream of the train horn indifferently tears us apart
    เสียงร้องบอกประตูปิดลงของรถไฟดังขึ้น และมันก็แยกเราสองคนออกจากกัน

    絡ませた指と指を解いて別々の場所へ旅立つ
    karamaseta yubi to yubi wo hodoite betsubetsu no basho e tabidatsu
    We untangle our joined fingers and start on our separate ways
    นิ้วที่เกี่ยวกันไว้ถูกแยกออกจากกัน และเราก็ไปกันคนละทาง

    会いたいと思う会いたいと願う
    ai tai to omou ai tai to negau
    I want to see you, I yearn to see you
    อยากพบ หวังว่าจะได้เจอ

    愛だけがくれる喜びに触れたい
    ai dake ga kureru yorokobi ni fure tai
    I want to feel the joy that only love can give
    อยากสัมผัสกับความสุข ที่ความรักเท่านั้นจะให้ผมได้

    会いたいと願うだけで火照る身体
    ai tai to negau dake de hoteru karada
    Everytime I yearn for you, my body lights on fire
    ทุกครั้งที่คิดถึงเธอ ผมก็ตัวร้อนขึ้นด้วยความตื่นเต้น (- -)

    冷ます術はその温もりだけ知っているのに
    samasu sube wa sono nukumori dake shitte iru noni
    Your warmth is the only thing that can cool me down .. And we both know that…
    ความอบอุ่นของเธอเท่านั้น ที่จะทำให้ผมเย็นลงได้ และเราสองคนก็รู้ดี..

    踏み込まぬように互いの暮らしを侵さないように
    fumikoma nu you ni tagai no kurashi wo okasa nai you ni
    We try not to step into each other’s lives, try not to intrude
    เราพยายามจะไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกันมากเกินไป

    だけど最近はメールや電話じゃ距離を埋めきれない
    dakedo saikin wa meeru ya denwa ja kyori wo ume kire nai
    But lately messages and phone calls aren’t enough to bury the distance between us
    แต่หลัง ๆ มานี่ ไม่ว่าจะเมสเสจหรือโทรศัพท์มากมายแค่ไหน ก็ไม่เพียงพอที่จะทดแทนระยะห่างของเรา

    今までの恋とは違う淀みない気持ちが溢れてく
    ima made no koi to wa chigau yodominai kimochi ga afureteku
    This love is different from the ones before, overfilled with unadulterated passion
    ความรักครั้งนี้มันต่างจากที่แล้วมา.. มีแค่ความรักบริสุทธิ์ใจ

    どこまでも透明なその瞳見つめ続けて溺れたい
    doko made mo toumei na sono hitomi mitsume tsudzukete obore tai
    Those eyes, transparent to no end, I want to drown in them
    ดวงตาคู่นั่นที่ใสและลึกลงไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ผมอยากจะจมลงไปในนั้น

    会いたいと思う会いたいと願う
    ai tai to omou ai tai to negau
    I want to see you, I yearn to see you
    อยากพบ หวังว่าจะได้เจอ

    二人出会う場所で叫んでいるから
    futari deau basho de saken de iru kara
    Shouting it out in the place we meet
    ตะโกนออกมาในที่ที่เราเจอกัน

    そしていつの日かそして永遠の誓いを
    soshize itsu no hi ka soshize to ano chikai wo
    And I believe someday there will a come a time
    และผมเชื่อว่าสักวัน มันต้องมีเวลานั้นมาถึง

    立てられるその時がくる事信じてるから
    tate rareru sono toki ga kuru koto shinjiteru kara
    when we will make eternal vows
    เวลาที่เราจะให้คำสัญญาต่อกันชั่วนิรันดร์

    眠れない夜で闇に包まれて君を求め彷徨い続ける
    nemure nai yoru de yami ni tsutsuma rete kimi wo motomete sama yoi tsudzukeru
    Enveloped by a sleepless night, and I keep searching for you
    คืนที่นอนไม่หลับนั้น ผมก็ยังคงตามหาเธอ

    愛しているよ壊したいほどに泣き濡れて朝を迎え入れる
    aishize iru yo kowashi tai hodo ni nakinurete asa wo mukaeireru
    I love you so much that I become destructive, and take in the dawn, soaked in my tears
    ผมรักเธอมากเกินไป มากจนผมถึงขนาดร้องไห้ออกมา

    会いたいと思う会いたいと願う
    ai tai to omou ai tai to negau
    I want to see you, I yearn to see you
    อยากพบเหลือเกิน หวังว่าจะได้เจอ

    愛だけがくれる喜びに触れたい
    ai dake ga kureru yorokobi ni furetai
    I want to feel the joy that only love can give
    ผมอยากจะสัมผัสกับความรู้สึกนั้น ที่ความรักเท่านั้นจะให้ได้

    会いたいと願うだけで火照る身体
    aitai to negau dake de hoteru karada
    Everytime I yearn for you, my body lights on fire
    ทุกครั้งที่หวังจะได้เจอ ผมตัวร้อนผ่าวขึ้น

    冷ます術はその温もりだけ知っているのに
    samasu sube wa sono nukumoridake shitteiru noni
    Your warmth is the only thing that can cool me down.. And we both know that
    ความอบอุ่นของเธอเท่านั้น ที่จะทำให้ผมเย็นลงได้.. และพวกเราต่างก็รู้ดี

    Listen to Aitai by Seven here

    May 17

    Diary

    อัพทุกวัน อัพทุกวัน แต่แล้วเมื่อวานก็ไม่ได้อัพ แหะๆ

    เรื่องราวช่วงนี้จะแนวๆไดอารี่จ๋ามากมาย ก็มันยังไม่มีอะไรที่อยากเขียนแนวสัจธรรมอะนะ

    เมื่อวานมี 歓迎会 ของที่คณะ เมเจอร์ General System Studies เป็นงานเลี้ยงต้อนรับเด็กปีสามที่พึ่งตัดสินใจเลือกเมเจอร์ได้ และก็พวกป.โทปีหนึ่ง ป.เอกปีหนึ่ง (แต่ป.เอกก็ต้องจ่ายตังแฮะ).. ในงานปาร์ตี้มีเราเป็นเคงคิวเซย์คนเดียว เปรี้ยวจริงจัง ไปถึงก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเค้าพูดอะไรกัน คนญี่ปุ่นทั้งนั้นเหอๆ ก็ได้แต่ยืนเม้าท์กะพวกเพื่อนๆแล็บ และได้คุยกะคนอินโดตั้งหนึ่งคน (หายากจริงๆชาวต่างชาติที่นี่) อาหารก็ซูชิ แซนวิส อะไรก็ตามที่สามารถยืนกินได้ แต่ไม่ไฮโซและเสียตัง เอิ้กๆ อยู่จนถึงประมาณเกือบสามทุ่มครึ่งก็ค่อยกลับบ้าน

    วันนี้อากาศดีมาก ๆ แต่ไม่ได้เดินไปไกลกว่า 成城学園前駅 เท่าไหร่เล้ย..เอิ้ก ๆ เดินไปกินร้านอาหารเกาหลีสัญชาติญี่ปุ่นที่สถานี เป็นข้าวหน้าหมูสามชั้นละมั้ง อร่อยใช้ได้ ให้ความรู้สึกเหมือนกินอาหารจีนอยู่เลยอะ.. กินเสร็จก็ไปกินเค้กที่ร้านแถวๆนั้น ก็อร่อยดี รู้สึกว่ามาที่นี่แล้วชอบกิน strawberry shortcake จิงจังแฮะ ไม่ได้เดินไปสถานีนานมากแล้ว แอบรู้สึกดีว่าเหมือนได้ออกกำลังแฮะ

    กลับมาบ้านแล้วก็นั่งปั่นการบ้าน Java ไร้สาระสี่ชม.รวด แต่เหมือนแทบจะไม่ได้อะไร ทำไมการบ้านมันเยอะแล้วก็กินเวลาขนาดนี้เนี่ย.. ดูจนตาปวดไปหมด เอ๊ะหรือว่าคอมเราจอเล็กไป.. ซื้อใหม่... กรั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แอบอยากได้ iMac อย่างแรง แต่ก่อนอื่นเอาทีวีมาก่อนดีกว่าเนอะ จะได้มีข่าวและโฆษณาดู (จะดูโฆษณาไปทำไรฟะ) ดีนะที่อาทิตย์นี้รีบทำ 作文 ไปแล้วไม่งั้นดินยิ่งพอกหนักเข้าไปอีก ส่วนเปเปอร์อย่าพึ่งพูดถึงมันเล้ย.. ไว้ค่อยอ่านในรถไฟละกันนะ (ตอนไหนจะได้นั่ง?)

    รู้สึกว่าตั้งแต่มาที่นี่ยังจัดการกับเวลาไม่ดีพอเท่าไหร่ คนอื่น ๆ ก็มีเวลาเท่า ๆ กับเราเค้ายังสามารถอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้เหมือนกันสิ..

    ซีรีส์ญี่ปุ่นและอเมริกันมากมายที่โหลดมาแต่ยังไม่ได้ดู ดองเอาไว้เป็นเดือนแล้ว.. ตอนแรกก็คิดว่าเน็ทเร็วขนาดนี้จะมีความสุขมากกับการได้ดูหนัง ปรากฏว่าได้แค่โหลดมาดองอย่างเดียวยังไม่ได้ดู ตอนนี้มีซีรีส์ที่รอให้ดูของซีซั่นนี้สองสามเรื่อง ซีรีส์เก่าอีกเรื่องนึง และหนังที่โหลดมาอีกมากมาย

    ในที่สุดก็ได้กระจกยาวแล้ว แต่มันก็ดูอ่อนแอมากมาย ถ้าแผ่นดินไหวนี่จะแตกลงมาโดนหัวมั้ยนี่ งุงิ..

    May 15

    un

    เป้าหมายตอนนี้คืออัพบล้อกทุกวันละกัน เอิ้กๆ ไหนๆก็เกิดอาการอยากอัพอีกแล้ว
    เมื่อเช้าได้งานเก่า (งานที่สอง) คืนจากเซนเซ ครั้งแรกที่ส่งไปได้ซี คราวนี้ได้บี โอ้ มีการพัฒนาขึ้น ดีใจดีมั้ยเนี่ย
    เซนเซเลิกเขียนแล้วที่บอกว่าเราทำไม่ตรงโจทย์ คงจะปลง หุหุ ยัง ๆ ยังไม่เห็นงานชิ้นที่สามและสี่ที่ส่งไปแล้ว และเขียนคอมเม้นท์ไปด้วยความมั่นใจว่าทำถูกฟอร์แม็ตเต็มที่
    พอคราวนี้มาดูเข้าจริง ๆ อีกรอบมันไม่ถูกแฮะ.. ทำผิดอีกแล้ว
    คราวนี้ชิ้นที่ห้า ต้องทำให้ถูกให้ได้ โอ้ทส์ เซนเซคงจะเซ็งไปแล้ว.. เด็กคนนี้รับเข้ามาเรียนได้ไงฟระ แต่เอาเหอะ ได้เด็กมงเข้ามาก้อได้ตังช่วยแล็บ


    ช่วงนี้อากาศเดียวก็ร้อนเดี๋ยวก็หนาว ฝนตกทีไรหนาวสุดๆไปเลย เพื่อน ๆ รวมทั้งเราด้วย ก็เกิดอาการเหงากันไปตามสภาพ แต่ว่าการอยู่หอก็เป็นข้อดีที่มันไม่ได้เหงาขนาดนั้น
    ฮ่ะ ๆ .. แล้วถ้าหน้าหนาวจะทำยังไงกันละเนี่ย
    ตอนที่อยู่อังกฤษจำได้ว่าหน้าหนาวเป็นอะไรที่มีความสุขมาก เพราะด้วยความที่อากาศหนาวก็เป็นข้ออ้างว่าร่างกายต้องการพลังงานมาเป็นความอบอุ่น กินกันเข้าไปทั้งวัน ว่างเมื่อไหร่ทำกับข้าวสำหรับทหารกินกันหนึ่งกองทัพ (แต่จริง ๆ มีแค่สาว ๆ กินกันสามคน.. - -) ทำขนม (ที่งกค่าเครื่องตีไข่มาก ๆ เลยต้องตีเองด้วยมือจนกล้ามขึ้น - -) ..
    กินแล้วก็นอนเล่นดูหนัง วัน ๆ มีชีวิตแค่นี้ นอน กิน เรียน กิน ดูหนัง นอน.. แถมบางวันหิมะตกแรง ๆ ก็ไม่ไปเรียน นอนอืดอยู่บ้าน.. (ทั้ง ๆ ที่หอกับห้องเรียนห่างกันสามนาที)
    แล้วจะไม่ได้อ้วนได้ไงฟะ อิอิ คิดถึงชะมัด
    May 14

    เจ็ดนาทีก่อนไปเรียน

    ไหนๆก็ไหนๆแล้ว บล้อกนี้ท่าทางจะไม่ได้เขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้วละมั้ง เอาฟะ ไว้ค่อยไปเขียนอังกฤษที่บล้อกอื่นก็ได้ ดีจะได้นินทาคนต่างชาติในนี้ด้วย โฮะๆ

    อีกเจ็ดนาทีก่อนจะเดินไปตึกเรียนวันนี้ ขออัพบล้อกซักหน่อยละกัน ช่วงนี้เกิดกึ่มๆอยากเขียนบ่อยอยู่

    ช่วงนี้ฝนตกแอบบ่อยมาก และลมก็มักจะแรงตอนกลางคืน ผ้าที่ตากก็ไม่แห้ง อ๊าก.. อะไรกันเนี่ยชีวิต อาทิตย์ที่แล้วอากาศยังร้อนแบบใส่เสื้อแขนสั้นเดินได้อยู่เลย อาทิตย์นี้กลายเป็นเพนกวินแช่แข็งตากลม (ตาก ลม) ไปไม่รู้ตัวซะแล้ว ดูพยากรณ์อากาศเมื่อกี้บอกว่าพรุ่งนี้จะแดดดี ขอให้มันจริงเฮ้อ..

    วันก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปีของนศ.โทไดมา พบเรื่องประหลาดอีกเรื่องที่เจอที่นี่แล้ว คือไม่มีการบอกให้อดข้าวอดน้ำสิบสอง ชม. ก่อนเจาะเลือด.. และแล้วเลือดเราก็โดนเอาไปเรียบร้อยโดยที่มื้อเช้าก็กินปกติมาอะนะ เหอๆ แล้วผลมันจะออกมาเป็นไงเนี่ย.. เรื่องแบบนี้ดูไม่ใส่ใจ แต่ตรวจสุขภาพ นร. ถึงกับต้องวัดคลื่นหัวใจกันด้วยเนี่ย ประหลาดดี

    เรื่องเรียน.. ช่วงนี้เหมือนบางทีก็รู้สึกว่าเริ่มชิน (ชิน หมายความว่า ชินกับการที่ไปนั่งเรียนแล้วฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าไปนั่งเรียนแล้วฟังรู้เรื่องขึ้น) กับภาษาญี่ปุ่นและเลข และอื่นๆเช่นเซมิ ที่เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง (สรุปเข้าใจประมาณไม่ถึงครึ่ง กำ) ก็ยังคงสงสัยตัวเองอยู่ทุกวัน ว่ามาเรียนอะไรที่นี่เนี่ย มันยากจัง จะจบเหรอ (เรียนอะไรยังไม่รู้เลยจะจบได้ไง) แต่ทุกครั้งก็จะจบด้วยความคิดที่ว่า พยายามไปเรื่อยๆ จนกว่าเค้าไล่ออกละกัน ฮ่าๆ

    ที่แล็บก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หลายๆทีก็รู้สึกว่าเหงามากในแล็บ เพราะคนญี่ปุ่นก็คุยกะญี่ปุ่นกันเอง คนจีนก็คุยกะจีน บางทีก็เหมือนไปจอยกะเค้าไม่ค่อยได้เท่าไหร่ บทจะดีก็ดี บทจะเมินก็เมิน คนญี่ปุ่นเป็นแบบนี้ทุกคนรึเปล่าน้า.. งุงิ แต่ก้อนะ..การบ้านและเปเปอร์ที่ต้องอ่านก็ออกจะเยอะยังจะมาใส่ใจเรื่องไร้สาระอีกแฮะเรา หุหุ

    นอกจากนั้นก็พยายามใช้ชีวิตในแต่ละวันให้มีความสุขกันไป กัมบาเระ..

    May 12

    Thai Festival at Yoyogi

    ปิดบล้อกมาอาทิตย์นึง สุดท้ายก็ทนไม่ไหวเปิดก็ได้ฟะ คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเปิดดีรึเปล่านะ แต่สังเกตเห็นว่ามีคนพยายามจะเข้ามาดูพวกคำแปลเพลง ข้อมูลโน่นนี่ ที่เราก็ตั้งใจจะแปลไว้แชร์กันอยู่แล้วอะ.. ถึงแม้จะมีแบบแปลกๆที่ search ชื่อของเราเลยก็ตามที จะเปิดดีไม่เปิดดี สุดท้ายก็เปิดก็ได้ แหะๆ

    ก็จุดประสงค์ที่เขียนบล้อกมันเพื่อให้คนอื่นอ่านนี่หน่า ถ้าจะให้ตัวเองอ่านคนเดียวก็ว่าไปอย่าง

    ช่วงนี้ง่วงบ่อยมากๆ ทั้งๆที่ก็เหมือนนอนพอ แต่อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาวด้วยมั้งเลยไม่ค่อยแอกทีฟเท่าไหร่ เมื่อเช้าไปตรวจสุขภาพมา ก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง แบบว่านะ ประเทศนี้ทำไมมันพูดอังกฤษกันไม่ได้เลยเนี่ย ทั้งๆที่มหาลัยนี้ออกจะมีคนต่างชาติมากมาย ไปหาหมอถามหมอก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง พูดกันไม่ค่อยได้ เหอๆ เริ่มโฮมซิกขึ้นมากระทันหัน จิงๆแล้วไปอยู่แต่ละที่มาก็ไม่เคยต้องถึงกับหาหมอ แต่ว่าอาจจะเป็นเพราะแต่ละที่เราอยู่แค่ช่วงเวลาสั้นๆ (คราวนี้ถึงแม้จะพึ่งมาอยู่ได้เดือนเดียว แต่ร่างกายอาจจะปรับสภาพเตรียมอยู่ระยะยาวไปแล้วก็ได้ เลยมีอะไรต้องปรับเยอะ .. มีด้วยเรอะ!! ) เลยรู้สึกนิด ๆ ว่าทำไมเราช่างอ่อนแออย่างนะ ทั้งสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ

    เมื่อวานไปงาน Thai Festival ที่โยโยงิ ก็สนุกดีนะ ฝนตกตอนเช้าถึงเที่ยง (ตามที่พยากรณ์อากาศบอกไว้เป๊ะๆ แม่นจริงๆเป็นบางวัน ฮ่าๆ) อากาศหนาวถึงหนาวที่สุด ยังกะเป็นคนละประเทศกับเมื่อสองวันก่อนเลย หม่ำอาหารไทยไปสองสามอย่าง ข้าวกะเพราไข่ดาว (อันนี้นี่ถึงจะทำเองเป็นก็ยังคงขาดไม่ได้) และข้าวขาหมู ขาหมูอร่อยมาก กินแล้วรู้สึกถึงความอ้วน แต่อากาศหนาว เอาเหอะ เอิ้กอ้าก เดินๆไปเจอเพื่อนมากมายยังกะงานรวมรุ่น

    อ้อ ตอนเช้าที่ไปถึงมีเด็กน้อยสองคนมาพาทัวร์ ไปสแตมป์ที่ซุ้มต่างๆ 6 จุดพอเสร็จก็จะได้รางวัล มีเด็กพาเดินเที่ยวเดินเล่น แถมยังช่วยถือของ (ใช้เด็กห้าขวบถือของ) จะว่าไปห้าขวบรึเปล่าหว่า ตัวเล็กมากๆเหมือนพึ่งเดินได้ปีเดียวเลย อ๊ะแต่พูดได้คล่องนี่หน่า พอดีว่าเด็กน้อยสองคนเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นไทย น่ารักมากมาย แต่สุดท้ายพอสแตมป์ที่ที่ 6 เสร็จ เด็กสองคนนั้นก็ทิ้งพวกเราไปเฉยเลยอะ ช่างน่าเศร้าจิงๆ

    หม่ำขนมไทยไปสองสามอย่างเช่นกัน กล้วยแขกที่นิ่มๆแบบไม่อร่อยและแพง (ราคาไม่อยากเอ่ยถึงเลยแต่ละจานเกิน 400 - 500 เยนทั้งนั้น) ทองหยอดที่หวานจนเลี่ยน (กินทองหยอดทีไรจะนึกถึงตอนที่เพื่อนพยายามทำทองหยอดที่อังกฤษแล้วออกมาเป็นเค้กไข่) ลอดช่องรสธรรมดา และไอติมกะทิที่ไม่ค่อยอร่อย แหะๆ เอ๊ะทำไมมีแต่เรื่องของกินเนี่ย

    ตอนเย็นๆมีคอนเสิร์ตของนักร้องไทย ก็มีอ๊อฟ ปองศักดิ์ โปเตโต้ ญาญ่าหญิง โปเตโต้เล่นเพลงได้มันส์สุดแล้วเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ร้องเพลงและกรี๊ดกันจนเสียงแหบ ขอบคุณนะเพื่อนๆที่สนุกสนานด้วยกันมากมาย ร้องและกระโดดกันจนเสียงแหบไปข้างนึง

    หลังจากนั้นก็ไปกินอาหารอินเดียที่ร้านมันเป็นแฟรนไชส์แต่อร่อยมากๆ ที่ชิบุยะ นัน (หรือเรียกว่า นาน หว่า..) ที่นี่อร่อยมาก อันใหญ่สุดๆกินกันไม่หมด กินกันไปจน 75 เปอร์เซนต์พวกหนุ่มๆก็จอดกันเป็นแถว เหอๆ คราวหน้าต้องสั่งมาแบ่งกัน คุ้มกว่าเยอะ แต่อร่อยใช้ได้จริงๆอะร้านนี้ ปกติไม่ค่อยกินอาหารอินเดียเท่าไหร่เพราะเคยกินที่ไทยแล้วมันไม่อร่อยรุนแรง แต่ร้านนี้ทำเป็นแบบญี่ปุ่นด้วยเลยใช้ได้ละมั้ง ตอนเดินไประหว่างทางเดินก็เห็นร้านค้าน่าเข้าเยอะมากๆ ชิบุยะมันมีมุมดีๆแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย ต้องมาเดินซักหน่อยแล้วแฮะ

    สรุปว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่เหนื่อยมากๆ แต่ว่าสนุกดี ได้ของฟรีกลับบ้านมานิดหน่อย รูปเพียบเลยด้วย

    May 06

    love

    ก่อนอื่นขอออกตัวไว้ก่อนว่า space นี้ตั้ง permission แล้วนะคะ ให้เฉพาะเพื่อนในเอ็ม เนื่องจากหลังๆนี้มีบางคน search หาชื่อเราแล้วเข้ามาอ่านอยู่เรื่อย ๆ

    ไหนๆก็ตั้งบล้อกเป็นแบบปิดไปแล้ว เรื่องที่อยากเขียนมานานจะได้เขียนซะที.. (อยู่ข้างล่างนะ)

    การเขียนบล้อกเนี่ยเป็นการระบายความเครียดอย่างหนึ่งของผู้เขียน ซึ่งจริงๆเราอาจจะเอามันมาใช้ในทางที่ผิดนิดนึง เพราะว่าบล้อกจริงๆแล้วมีไว้เพื่อแบ่งปันข่างสาร สาระต่างๆที่ผู้เขียนได้พบเจอมา แต่หลายๆทีที่เราเอามันมาใช้เป็นเหมือนไดอารี่.. เรียกมันว่าไดอารี่ออนไลน์ดีกว่าเนอะ

    เรื่องของการเขียนบล้อก หรือ ไดอารี่ออนไลน์ มีสิ่งสำคัญมากๆที่เป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ ณ เวลานี้คือ ความเป็นส่วนตัวค่ะ..

    การที่เราเอาเรื่องของเรามาเขียนลงในไดอารี่ออนไลน์ ไม่ได้หมายความว่าเราเปิดเผยตัวเองขนาดนั้น.. เพราะสิ่งที่เราเขียนลงไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราทำ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของวัน หรือช่วงเวลานั้นที่อยากจะแชร์ให้ผู้อ่านรับรู้ด้วยเท่านั้น.. เรื่องที่ไม่ได้เขียนก็แน่นอนว่ามันต้องมีอยู่แล้ว

    * * *

    ความรัก..

    ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้มีประสบการณ์ด้านความรักมามากเท่าไหร่ แต่คิดว่าก็พอจะรู้จักมันมากพอไม่แพ้ใคร ๆ

    ช่วงนี้เห็นปัญหาของหลาย ๆ คน รวมทั้งของตัวเอง ได้ยินอะไรมาก็เยอะ ก็เลยเกิดอยากเขียนเรื่องราวพวกนี้ขึ้นมา

    ล่าสุดที่เขียนบล้อกเรื่องนี้.. ก่อนวาเลนไทน์ปีที่แล้วสินะ.. จะได้ว่าตอนนั้นยืมคำพูดของน้องคนนึงมาพูดว่า ความรักต้องมีทั้ง share care, fair ต่อกัน มันถึงจะเวิร์ค ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปมันก็จบ

    นิยามของคำว่ารัก ได้ยินมามากมายจากหลายสื่อเหลือเกิน ประสบการณ์ที่สอนเราก็ทำให้เรารู้จักรักในแบบต่าง ๆ กันออกไป

    เพื่อนบอกว่า ความรัก ความชอบมันเป็นสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์อยู่ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว รักที่ไม่หวังอะไรมันไม่มีหรอกแก.. รักที่มีความสุขแค่เห็นเค้ามีความสุข ถึงแม้ว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ จะไม่ใช่เรา มันไม่มี.. ถ้าพูดอย่างนั้นได้แสดงว่าไม่ได้รัก

    จริงหรอ?

    แล้วรักแบบไหนถึงจะเรียกว่ารักจริง ๆ ต้องหวังอะไรใช่ไหม.. เมื่อสูญเสียมันไปต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันกลับคืนมา หรือว่าทำร้ายใคร ๆ รวมทั้งตัวเอง เพื่อให้มันกลับมา อย่างนั้นเรียกว่ารักแล้วงั้นเหรอ

    การที่ความรักจบลง ณ เวลาอันรวดเร็ว เพื่อจะได้เจ็บน้อยหน่อยในตอนนี้ ดีกว่าเจ็บมาก ๆ ในอนาคต..  ไม่ได้หมายความว่ามันจะเศร้าไม่เท่ากัน มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ มันเป็นอะไรคนละแบบ..

    ความเศร้ามันไม่ได้มีทิศทางเดียวซะหน่อย จะว่าไป มันเป็นลูกศร เป็นเส้นตรงงั้นเหรอ.. ถ้าเราเปรียบว่าเวลายิ่งมากขึ้นความสัมพันธ์ยิ่งมากขึ้น ความเศร้าก็ต้องมากขึ้นตาม.. เป็นอย่างนั้นเสมอไปหรือเปล่า แล้วปัจจัยอื่นๆ ความสุขแบบคนสองคน ประสบการณ์ที่ได้พบเจอเวลาคบใครมันหายไปไหนละ สิ่งพวกนี้จะเข้ามาเกี่ยวได้ยังไง ในเมื่อถ้าเรายังไม่ได้เริ่มอะไรเลย มันก็จบลงแล้ว?

    ฉันไม่เคยเสียดายเวลาที่รักใคร ไม่เคยโทษใครเมื่อความรักมันจบลง มันเป็นเรื่องของคนสองคน ที่ช่วยไม่ได้ถ้าหากมันไม่เป็นไปอย่างสวยหรู แบบในหนังในละคร การที่ความรักจะจบลงก็แค่เพราะว่าสิ่งที่ต้องการกับสิ่งที่ได้รับมามันไม่เท่ากัน ไม่บาลานซ์กัน ถึงเวลานั้นมันก็ต้องจบ ความสัมพันธ์ก็คงต้องเปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่น หรืออาจจะหายจากกันไปอีกเลยในบางกรณี

    ***

    การที่ฉันร้องไห้ไม่เยอะมาก ไม่ได้เศร้าจะเป็นจะตายต่อหน้าเธอ ไม่ได้แปลว่าฉันไม่จริงจังกับมัน

    การที่ความรักจบลงแล้วฉันดูเหมือนทำใจได้ มีชีวิตปกติได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้แปลว่าฉันไม่ได้ทุ่มเท หรือเห็นความสำคัญของมัน

    การที่ฉันหัวเราะและยิ้มได้ ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ได้เสียใจ.. หรือเสียใจน้อยไปกว่าใคร

    การที่เราจะร้องไห้เสียใจให้กับเรื่องอะไร ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือจะสำคัญแค่ไหนก็ตาม.. ร้องได้ร้องไป.. ร้องให้พอ แต่ร้องแล้วต้องลุกขึ้นมาใหม่ เหมือนที่เคยเขียนในบล้อกอีกที่นึงว่า

    " คนที่เศร้าเสียใจเพราะอกหัก เป็นปีๆ ก็มี บางคนอาทิตย์เดียวก็หาย..
    ฉันกลับมองว่าพวกเค้าไม่ผิดที่เศร้า ที่เสียใจ แต่คนที่ลุกขึ้นได้เร็วกว่าคือคนที่เก่งกว่า คือคนที่มีสติมากกว่า"

    May 02

    Thank you

    itsumo sasaete kureru hitotachi ni arigatou, hontou ni arigatou
    ขอบคุณทุกๆคนที่คอยเป็นห่วงเป็นกำลังใจให้เราตลอดมา ขอบคุณจริงๆ

    อยู่ๆก็อยากเขียนเอนทรี่ขอบคุณขึ้นมา จะว่าไปมาอยู่ญี่ปุ่นได้เดือนนึงแล้ว ได้รับอะไรดีๆจากหลายๆอย่าง ความรู้สึกดีๆหลายๆอย่างจากหลายๆคน เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากหลายๆเหตุการณ์ เรายังไม่เคยขอบคุณมันเลยสินะ

    ขอบคุณ...
    ปะป๊ามะม๊าที่คอยเป็นห่วงอยู่ทุกวัน คุยด้วยทุกวัน จดหมายมะม้าเอามาอ่านเมื่อไหร่ก็น้ำตาซึม.. จนทุกวันนี้
    "พ่อแม่น้องรักลูกมาก ไม่มีสิ่งใดมาแทนความรักที่แม่รักหนูมากเพราะส่วนหนึ่งในตัวลูกคือแม่และพ่อคนละครึ่ง"

    ขอบคุณ...
    การถูกส่งมาอยู่หอโซชิ ทำให้เราได้มีเพื่อนดี ๆ อยู่ได้แบบไม่เหงา ทำให้เรารู้ว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียวในประเทศนี้

    ขอบคุณ...
    ที่หออยู่ไกลจากสถานี ทำให้เราต้องปั่นจักรยานหรือเดินเอา ทุกวันที่จะไปขึ้นรถไฟ ทำให้ได้ใช้เวลาในการปั่นจักรยานอยู่กับตัวเอง คิดอะไรเพลินๆ เจอลมเย็นๆ ทำให้ยิ้มออกได้ในแต่ละวัน แม้จะแค่แปดเก้านาทีก็ตาม และยังแวะซื้อของที่ไดโสะกลางทางได้อีกด้วย

    ขอบคุณ...
    ที่เราต้องมาเรียนที่โทได ทำให้เราได้เห็นว่าโลกนี้มีคนเก่งมาก ๆ อยู่หลายคน และเห็นคนหลาย ๆ ประเภท ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า การที่เราจะมองโลกในแง่ดีหรือไม่ดี จะมองด้านดีหรือไม่ดีของคนนั้นอยู่ที่มุมมองของเราเองทั้งสิ้น

    ขอบคุณ...
    บรรยากาศห้องแล็บที่เงียบสุดๆ ทุกคนตั้งใจทำงาน ถึงแม้จะรู้สึกกดดันบ้างในบางครั้ง แต่มันก็เตือนเราอยู่เสมอว่าเรามาเรียน

    ขอบคุณ...
    เพื่อนๆในห้องแล็บ ที่ถึงแม้ว่าจะยุ่งมากกับงานวิจัยของตัวเอง แต่ก็มาช่วยเราแก้ปัญหาเวลาเรามีปัญหาเรื่องคอมในแล็บเสมอ

    ขอบคุณ...
    เซนเซที่ตรวจการบ้านแล้วให้ C มา งานชิ้นแรกที่ส่ง ทำให้เรารู้สึกตัวว่าเราสะเพร่าแค่ไหนขนาดไม่อ่านโจทย์ ไม่ทำตามที่เค้าเขียน

    ขอบคุณ...
    คนแปลกหน้าน่ากลัวเมื่อวานที่เดินมาเตะเราเฉยเลยในรถไฟ ทำให้เรารู้ว่าต่อไปนี้ควรจะระวังตัวมากกว่านี้เวลาอยู่ในรถไฟ (เอ๊ะจะขอบคุณมันทำไมเนี่ย)

    ขอบคุณ...
    ภาษาญี่ปุ่นยากๆที่ต้องเรียนอยู่ทุกวัน เครียดกับมันทุกวัน ทำให้เราไม่ฟุ้งซ่านและรู้สึกยุ่งตลอดเวลาเพราะอ่านไม่ทันในชั้นเรียน

    ขอบคุณ...
    เพื่อน ๆ ที่รักที่ช่วยเหลือเราตลอดมา ทำให้เรารู้ว่าน้ำใจเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดที่มนุษย์จะสามารถหยิบยื่นให้กัน.. จริงอย่างที่เคยได้ยินว่า คำพูดบางคำพูด ตอนเราพูดเราอาจไม่ได้คิดอะไร แต่มันอาจเป็นโลกทั้งใบให้คนฟังบางคนก็ได้.. เราได้รับความรู้สึกนั้นมามากมายตั้งแต่มาที่นี่ ขอบคุณนะ

    ขอบคุณ...
    ช่วงเวลาที่ผ่านมาทำให้เรารู้สึกว่า การที่เราร้องไห้ เป็นเพื่อน หรือ เพื่อ ใครสักคนเป็นเรื่องน่ายินดี ว่าเราก็มีหัวใจอยู่มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนอื่นอยู่ นึกถึงตอนอกหักครั้งแรกยังจำได้ไม่เคยลืม เพื่อนซี้ที่เอแบคร้องไห้ไปกับเราที่เราร้องไห้ในตอนนั้น.. แค่นั้นก็พอแล้ว ยังจะเอาอะไรมากอีกชีวิต

    ขอบคุณ...
    ประเทศญี่ปุ่นที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เป็นประเทศที่น่าอยู่เลย ทำให้เรารู้ซึ้งว่าเมืองไทยถึงแม้จะไม่ได้เจริญเท่านี้ แต่ก็น่าอยู่กว่ามากนัก

    ขอบคุณ...
    ฝนที่บางทีก็ตกลงมา จนตัวเปียกและหนาวสั่น ทำให้เรารู้คุณค่าของแสงแดดมากเพียงใด

    สุดท้ายนี้ ขอบคุณ...
    ตัวเราเอง.. ที่โตขึ้นมากกับเรื่องที่เจอหลายๆเรื่อง รู้จักการปล่อยวางในหลายเรื่อง ยิ้มให้กับปัญหา มองว่ามันไม่ใช่ปัญหาแล้วเอาตัวเองออกมาจากวงล้อมนั้น ถึงแม้ว่าบางทีจะเผลอเอาใจใส่กับมัน แต่ก็พยายามต่อไปนะ เย้..