Kujah's profileKujah's LeaguePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    31 August

    Why Doctoral Degree??

    ฮาโหล.. เจอะเจอกันอีกแล้ว มีเรื่องอยากจะมาโน้ตไว้ในบล้อกนี่ซะหน่อย วันนี้เขียนยาวววววว มากๆด้วยนะ

    พอดีว่าเมื่อวานเล่นเน็ทอยู่ดีๆ ก็เกิดกึ่มๆ อยากเข้าไปอ่านกระทู้พันทิบ ห้อง @ Japan ซะงั้น เผื่อจะเจอผู้ร่วมลงเรือลำเดียวกันไปเคโอซะ อิอิ ไปเจอกระทู้นึงตั้งถามประมาณว่าขอคำแนะนำว่าจะไปเรียนต่อเอก (ขอละข้อมูลทั้งหมดไว้ละกัน) และก็มีคนไปตอบแบบ ตอกกลับไปแบบสุดๆ เลยกลายมาเป็นกระทู้ล่อเป้า ที่มีคนเข้าไปแสดงความเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เราเองก็คันไม้คันมือ วิญญาณนักเขียนเข้าสิง เลยเขียนตอบไป แต่ไม่รู้เป็นปัญหาที่เน็ทหรืออย่างไร ข้อความี่ตอบมันไม่ขึ้นในกระทู้นั้นซะนี่ เจ็บใจจิงๆ เลยขอมาระบายในบล้อกตัวเองก็ได้ฟะ

    ความมันมีประมาณว่า เจ้าของกระทู้อยากรู้ว่าจะเช็คแร้งค์มหาลัยที่มีสอนระดับปริญญาเอกได้ที่ไหน และเอาที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ ผู้หวังดีก็ไปตอบแบบไม่ไว้หน้ากันเล้ย แนวๆ เรื่องแค่นี้ยังหาเองไม่ได้ ไม่เหมาะจะเรียนเอก ยังไม่พร้อม บลาๆๆ ก็ตอกๆกลับกันไปหงายเก๋ง และอีกหลายความเห็นที่แสดงต่อมาก็มีทั้งสนับสนุน และไม่สนันสนุนการใช้คำพูดดังกล่าวไปเรื่อย จนหลังๆ อ่านไปดีๆ สังเกตุว่าเจ้าของกระทู้งอนหายไปแล้ว ไม่มาตอบอีก และก็ตัดพ้อว่าทำไมคนไทยในญี่ปุ่นใจจืดใจดำ ถามแค่นี้ตอบมาแบบนี้ เหลือเพียงแต่คนอื่นๆ เข้ามาวิจารณ์กันอย่างเมามันเท่านั้น

    ที่ติดใจเราสุดๆ ก็คำพูดของความคิดเห็นหนึ่งที่บอกว่า (เอามาแต่ใจความนะ) "เรียนปริญญาเอกไปทำไม เกี่ยวข้องอะไรกับงาน คิดดีแล้วเหรอ พร้อมหรือยัง และอื่นๆ" และยังย้ำอีกว่า คนที่เรียนจบตรี จบโท ถ้าลำพังว่า "แค่ได้เรียน" ก็คงจะจบเอก.. เจอคำพูดนี้ คิดว่าหลายๆคนที่เรียนเอกอยู่ อ่านแล้วคงเจ็บใจและคันไม้คันมือไม่ใช่น้อย.. ทั้งๆที่คนที่พูด ก็ดูท่าทางจะเรียนเอกอยู่เหมือนกันด้วยนะ

    ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายยิ่ง ที่เราอุตส่าห์เขียนตอบซะยาวยืด แต่กลับหายไปซะได้ .. อยากจะตอบเจ้าของกระทู้นั้นว่า...

    " ในฐานะที่เราเป็นคนหนึ่งที่กำลังจะไปเรียนเอกที่ญี่ปุ่นเหมือนกัน และด้วยความที่เราจบตรีก็ต่อโททันที จบโทก็ต่อเอก (เกือบจะทันที เว้นช่วงราวๆปีนึงนอนเล่นอยู่บ้าน) ประสบการณ์ทำงานก็น้อยกว่าคนอื่น อายุก็ไม่มากเท่าไหร่ ถ้าจะให้คิดหาเหตุผลว่าทำไมถึงมาเรียน ก็คงตอบได้แค่ตามที่ตัวเองคิดได้ ณ ตอนนี้เท่านั้น เพราะชีวิตยังใช้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งเลย..
    คำถามแบบนี้ (เรียนไปทำไม ใช้อะไรกับงาน เรียนแล้วได้อะไร) เราก็เจอมานักต่อนักแล้ว หนักกว่านี้ก็ยังเจอมา หลายๆคนยังบอก ผู้หญิงจบเอก หาแฟนยากนะ ไม่มีใครอยากคบเป็นแฟนหรอก ..อืม.. น่าเศร้าจัง

    ไม่เข้าใจว่า ทำไมใครๆต้องมองการเรียนปริญญาเอกเป็นเรื่องแปลกประหลาดกัน ทั้งๆที่ ถ้าเราคิดดีๆ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ เส้นทางเดิน หนึ่งทาง ให้กับชีวิตเราเท่านั้นเอง.. มันก็เหมือนตอนที่เราตัดสินใจจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย (เพราะการศึกษาภาคบังคับ เค้าถึงแค่ม.หกนี่หน่า) หรือตอนที่เราตัดสินใจว่าจะเรียนต่อปริญญาโทกัน การเรียนปริญญาเอก ก็คือการเรียนให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งเท่านั้นเอง

    คนที่เรียนปริญญาเอก ก็ไม่ใช่ว่าจะดีเด่นไปกว่าคนที่จบปริญญาตรี แล้วเข้าทำงาน.. เพราะความถนัดมันไม่เหมือนกัน ให้คนเรียนเอกแบบเรา ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงาน ไปทำงานที่ไหน ก็ต้องไปเริ่มต้นใหม่ คงสู้คนจบตรีที่ทำงานมาแล้วสองสามปีไม่ได้แน่นอน ปริญญาเอามาก็ประดับบ้านไว้เฉยๆ คงทำให้ความสามารถในการทำงาน ที่ต้องอาศัยการสั่งสมประสบการณ์ในสังคมคนทำงาน เพิ่มมากไปตามดีกรีไม่ได้

    ในขณะเดียวกัน คนที่เข้าทำงาน ให้มาเขียนวิจัย ทำงานวิจัยกับวงการการศึกษา ก็คงสู้คนจบเอกมาไม่ได้เหมือนกัน.. จบเอกมา คงจะมีอย่างนึงที่แน่นอนคือ เกิดความภูมิใจในตัวเอง เพราะวิจัยก็ทำเอง ทีสิสก็เขียนเอง ตั้งกี่หน้าแหนะ ทำได้คนเดียวด้วย และจะดีกว่าเดิมถ้าได้ใช้ความรู้ที่เรียนรู้มา ไปสร้างให้เกิดประโยชน์กับสังคม
    มันเปรียบเทียบกันไม่ได้ ... ถ้าเราให้การเรียนระดับปริญญาเอกเป็นเหมือนการเรียนที่สูงอีกระดับ ทำไมยังต้องถามอีกว่า เรียนไปทำไม คิดดีแล้วเหรอ..
    เพราะตอนเราตัดสินใจเรียนปริญญาตรี หรือปริญญาโท ยังไม่เห็นมีใครสงสัยกันเลยนี่หน่า..

    แต่เนื่องจากว่าเราก็โดนคนถามมาเยอะเหมือนกัน เลยสรุปคำตอบได้สองแบบ.. คือหนึ่งตอบว่า เรียนเอกเพราะใจรักอยากเป็นอาจารย์ อยากทำงานในวงการการศึกษา (Academic Field) อยากทำงานวิจัย คนที่ตอบไปแบบนี้ ถือว่าเป็นคำตอบที่น่าพอใจ คนถามส่วนใหญ่จะเงียบเลิกถามต่อ เพราะเห็นด้วยกับเหตุผลของเรา.. แต่ โลกเรามันไม่ได้ง่ายอะไรขนาดนั้น เพราะยังมีคนอีกพวกหนึ่งที่เรียนเอก เพราะว่าไม่รู้จะทำอะไรดี เรียนเพราะยังไม่อยากทำงาน พ่อแม่อยากให้เรียน เรียนเพราะได้ทุนมาแล้วก็ใช้ๆไป .... บลาๆ คำตอบแบบนี้จะโดนตอกกลับแบบไม่ไว้หน้า หาว่าไม่คิดบ้างหล่ะ คิดตื้นๆบ้างหล่ะ.. แต่จริงๆ ถ้าเรามองในมุมที่กว้างออกมา คนเราจะเรียนหนังสือ จะวิจัยอะไรด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม มันก็ดีทั้งนั้น การเรียนมันก็เป็นศรีแก่ตัวเอง ปริญญาเอกก็เชิดชูวงศ์ตระกูล ถ้าเรามองในมุมของเศรษฐศาสตร์ การที่มีคนเรียนปริญญาเอก ก็ทำให้มหาลัยมีรายได้ ศจ.มีงานทำ โรงงานผลิตเครื่องมือวิจัยขายของได้ ประชุมวิชาการได้ถูกจัดขึ้น และยังอื่นๆอีกมากมายที่เกิดขึ้นได้ เพราะมีคนที่ยังเรียนอยู่ "

    สำหรับตัวเรา จะเรียนเอกไปทำไม.. ทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบที่จะถูกใจทุกฝ่ายไม่ได้ อนาคตมุ่งมั่นแล้วว่าอยากเป็นนักวิชาการ? เป็น อจ.? เป็นนักวิจัย? ถ้าเป็นได้ก็ดี มันก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสนใจ แต่ยังสงสัยตัวเองว่าคุณวุฒิจะพอหรือเปล่า เรียนเพราะอยากรู้ ชอบเรียน ยังไม่อยากทำงานเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ถูกเหมือนกัน.. ขอตอบสั้นๆ คำเดียวเลยละกัน.. ไปเรียน ก็เพราะอยากไปเรียน (น่ะเซ่... อิอิ) จบดื้อๆแบบนี้ดีกว่า..

    ปล. เรายังอยู่ในขั้นตอนของการสมัครเรียนเอกอยู่เลยนะ เด๋วใครอ่านจะเข้าใจผิดคิดว่าเราเรียนจบแล้ว (สาธุ เรียนจบๆๆๆ)    


    25 August

    Bali Trip


    ที่ผ่านมาก็ดองบล้อกไว้นานอีกแล้ว ไปเที่ยวบาหลีมา (11-13 Aug) อิอิ.. จริงๆก็กึ่งๆไปดูงานนิดหน่อยด้วยแหละนะ แต่โดยรวมก็เหมือนไปเที่ยว
    Been so long time since my last update again! This time, I went to Bali (11-13 Aug) for travel and business purpose.

    บาหลีนี่คล้ายกะภูเก็ตบ้านเราจริงๆ ออกจะไม่ค่อยเจริญเท่าด้วยซ้ำ ผู้หญิงหลายคนก็เดินโดยที่เอาของเทินไว้บนหัวแบบไม่ล้ม บางคนขี่จักรยานเชียว !! เก่งจัง..
    Bali is very similar to Phuket of Thailand. Still developing city, women can put things on the top of their head without falling down, some even riding a bicycle carrying it.

    bali04ที่ติดใจสุดๆก็ การที่ได้ไปกินข้าวเย็นริมทะเล ใช้มือเปิบ (คนที่นั่นใช้มือกินข้าว) อาหารทะเลสดๆ ปลาหมึกหวานๆ น้ำจิ้มหลากรส และก็มีวงดนตรีแบบสี่ห้าคน กีต้าร์คนละตัว เดินวนเวียนไปมาร้องเพลงตามโต๊ะ บรรยากาศสุดแสนสบายริมทะเลจริงๆ ทำไมเมืองไทยไม่ทำงี้บ้างนะ อ้อ แถมด้วยมีเรือจอดอยู่ริมชายหาดขายข้าวโพดปิ้ง อาหร่อย..คริๆ หม่ำๆ
    The most impressive thing is to be able to eat beside the sea. Using hands to eat those fresh cooked Sea Food, sweety squids with all kind of dips to go with it. Along with listening to the rhythm from the small group of guitarists and vocalists that circle around customers who were eating there. It was really nice. Why don't Thailand's restaurant do something like this too? Also, there is a small boat selling grilled sweet corn on the cob too ~ Yum!

    ก็ได้ไปดูวัดของบาหลี สวนกาแฟและโกโก้ พึ่งเคยเห็นผลโกโก้ครั้งแรกในชีวิต เป็นแบบนี้อ่ะ ที่สวนนั้นก็กินโกโก้ กินกาแฟกันอย่างเมามัน แต่ว่าโกโก้เค้าจืดชืดไปหน่อย สงสัยถ้าชงเองคงอร่อยกว่านี้
    This time we got to see Bali's Temple, Cocoa and Coffee growing and brewing place, it's my first time in my life to see the real Cocoa fruit! We got to drink a lot of hot cocoa~ but it was a bit mild.

    สกุลเงินของที่นี่ก็สนุกสนานมาก รูเปียะ.. เหอๆ.. ข้าวจานละห้าหมื่นรูเปียะ ไรเงี้ย.. แบบว่า 1000 RP = 5 BHT ง่ะ.. ลงทุนที่นั่นทีนึง ต้องใช้หน่วยเป็นพันล้านกันทีเดียว
    Currency here is quite interesting, it's Rupia~ Imaging eating a dish for 50,000 Rupia~ in fact the real exchange rate is 1000 RP = 5 BHT (Or 9700 RP = 1 USD) When we invest there, we have to say in Billions!!

    ที่บาหลีก็หนุกหนานดี ใช้ได้ กลับมาก็เหนื่อยกันพอดู เพราะอากาศก็คล้ายๆบ้านเรานั่นแหละ ใส่ขาสั้นเดินสบายๆเลย
    Overall it was a fun trip, was exhausted from the trip as well because the weather is like Thailand~ hot and humid!

    กลับมาก็เหมือนจะวุ่นวายทั้งอาทิตย์ มหาลัยทั้งสามที่ที่ขอจม.ไป ก็ส่งกลับมาให้เรียบร้อย เลยเอาไปยื่นก็เสียเวลาไปอีกครึ่งวัน.. และวันศุกร์ก็มีการสอบภาษาญี่ปุ่นของทุนมง มีสามชุด ทำได้แค่ชุดแรกกะชุดสอง ชุดสาม..มั่วแทบทั้งหมด เหอๆๆ.. เห็นทีไปสอบวัดระดับของเราคงจะแย่นะเนี่ย แต่ก็สมัครสอบวัดระดับหนึ่งไปแล้วง่ะ.. ไปสอบญี่ปุ่นของทุนมงคราวนี้ก็เม้าท์แตกตามเคย เหอๆ.. กว่าจะได้เจอกับทุกคนอีกทีก็ต้องปีหน้าเลยสินะ ช่วงนี้ก็ว่างซะแล้วสิเรา 
    When I came back, it was a busy week again!, because I have finally got all 3 letter of acceptances from 3 universities that I request. So it took me a day again to give those letter to the embassy. Then on Friday there was a Japanese language test of Monbusho, there was 3 sets of exams, I could do only the first 2, the last one... haha~ just guess it all the way through! I guess this means that I have no hope for JLPT Level 1 this year, despite that, I applied to take JLPT 1 >< already!!! A lot of talking during the Monbusho test again!! haha~ until we meet again next year!

    ว่างๆยังงี้ ก็ยุ่งเหมือนกันนะ ไหนจะนัดเจอเพื่อนๆสมัยป.โท เพราะเจี๊ยบกลับมาเยี่ยมบ้านชั่วคราว เม้าท์แตกตามเคย และก็ไปงานแต่งงานของรุ่นพี่ที่ชมรม งานจัดได้น่ารักใช้ได้เลย มีแต่คนหน้าคุ้นๆ คนชมรมกันทั้งนั้น งานนี้ก็เม้าท์แตกอีกตามเคย เสียดายที่คอม (คอมมิตตี) เรามากันแค่น้อยนิดเอง
    I should finally be cleared now, but I was still busy with friends meeting! because my friend came to visit Bangkok these day so we held a small reunion for the Msc, then hurry to attend a friend's Meeting~ (Senior from the Club of my Uni time) It was really really cute wedding~ and many familiar faces ^^ so much fun!

    พอหมดอาทิตย์ที่แล้วก็น่าจะว่างหน่อย แต่ อจ. ที่ญี่ปุ่นอยู่ๆก็ตอบเมลมาบอกว่าให้เขียน PhD Research Proposal ให้เค้าก่อนวันจันทร์ ประมาณว่าให้เวลาเราสี่วัน..เหอๆๆๆๆ ปั่นกันหูตาแหก แต่ก็ผ่านพ้นมาได้ละนะ ตอนนี้ก็รอ Web Entry System เค้าเปิดจะได้สมัครไป ให้มันเรียบร้อยซะที สรุปว่าเลือกเคโออันดับหนึ่ง และก็ตั้งใจจะสมัครเอกไปเลยด้วยล่ะ.. (ขอให้ผ่านทีเห้อ..) ทั้งๆที่อจ.โตไดก็โคตรจะดี แต่มันต้องไปรีเสิร์ชก่อนง่ะนะ..

    I should finally have some free time! but again! Prof. from Japan reply my e-mail~ with my new task, to complete PhD research proposal in like, 4 days~ from scratch! >< OMG.... but I managed to get it through now, with some books review and web pages~ Now I only have to wait for the Web Entry system to open~ and apply for PhD. In summary, I choose Keio as my first choice~ and intend to take Doctoral as my first course! (Hopefully I passed the screening) Although Toudai (Tokyo Uni) 's prof was really nice to me, but well..

    ก็พึ่งจะว่างได้สามสี่วันนี่แหละ แต่ก็บ้าเกมแบบหนักหน่วง เล่นมันทุกครั้งที่จับคอม อิอิ ว่าแล้วก้อไปอัพเวลต่อดีกว่า
    The last 3 days was, free! finally! Yeah! haha~ but I was deeply addicted to one Online Game~ now I should go building up my level! ^_^ Hee Hee

    10 August

    Old Friends~ ^^

    วันนี้นัดเจอเพื่อนกลุ่มสมัยเซนโยมาอ่ะ สนุกมากมาย เม้าท์แตกสุดๆ เหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ลืมแก่ไปเลย อิอิ ข้าวที่สั่งมาก็เลยกินได้แค่นิดเดียวเพราะเอาแต่คุยซะงั้น เป็นงี้ประจำเลยสิเรา คราวหน้าต้องสั่งน้อยๆซะแล้ว อิอิ
    Today I met up with some old friends since High school. It's always feel so good when we meet up with old friends from the past, updating the present and laughing about our stupidity future plan. I feel like I went back to be a kid again.

    เมื่อวันก่อนขี่จักรยานกลับจากบ้านใหม่มาที่โรงงาน ห่างกันหนึ่งซอย แต่ต้องออกมาที่ถนนใหญ่ และถนนใหญ่แถวนั้นเรียกได้ว่าใหญ่จริง สามเลน รถบรรทุก คอนเทนเนอร์วิ่งตลอด เพราะมันเป็นเขตโรงงานและโกดัง รู้สึกถึงความน่ากลัวของรถยนต์ครั้งแรก มันช่างใหญ่และเร็วจริงๆอ่ะ ทั้งๆที่เวลาเราเป็นคนขับเองเรารู้สึกมันไม่เห็นน่ากลัวขนาดนั้น แถมยังชอบหงุดหงิดเวลามีคนข้ามถนนตัดหน้า เจอจักรยานถีบต่อหน้า ไรเงี้ยประจำ พอเป็นคนต้องมาคอยหลบรถซะเองถึงได้รู้ว่ามันลำบากนะ กว่าจะหลบได้แต่ละคัน น่ากลัวจริงๆ.. ต้องมองซะใหม่แล้วเวลาขับรถ
    The other day, I rode a bicycle from my new home to the factory, which was about one soi apart.. but it had to pass the main road (which, main means, 3 lanes, full of cars, trucks and maybe trailers) I felt, for the first time, the scariness of the car being. It's so ... fast and huge! >< Though when I was the person driving I never feel the size. When I drive, I always feel annoyed when I see people crossing the road, or bicycles.. now I will have to rethink about that. 

    แต่แล้ววันนี้ ในขณะที่ขับรถกลับมาคอนโดตอนดึกๆ ก็เจอคนยั่วเยี้ยข้ามถนนหลังเสา หรือใต้สะพานลอย อันตรายมากๆอ่ะ ข้ามถนนใหญ่ตอนกลางคืนก็น่ากลัวพอแล้ว ยังข้ามใต้เงาสะพานลอยหรืออยู่ๆก็โผล่ออกมาหลังเสาซะนี่.. อารมณ์พุ่งปรี๊ดปร๊าด ขับรถเครียดไปเลย..แง
    But today, when I was driving back to my condo at the middle of the night. I encountered crowd of people trying to cross the street behind the pole! or under the crossing bridge! >< Trying to cross the big road during nighttime is hard enough, they even cross under the bridge's shadow or just popped out of nowhere behind the pole. I was real stress driving ><

    เรื่องทุนก็เรื่อยๆอ่ะค่ะ เลือกไว้สามที่ตอนนี้ได้จม.ตอบกลับมาจากอันดับที่สามแล้ว.. ยังรออันดับหนึ่งกับสองอยู่ แต่ก็วางใจไปหนึ่งเปลาะว่าไม่ลอยเคว้งแล้วล่ะ ฮิ.. จะว่าไปก็เหนื่อยและยุ่งเรื่องเอกสารมากๆ ตอนนี้ก็คงจะซาไปได้บ้างแล้วล่ะ
    Back to the scholarship bits, it's going fine.. I guess.. haha I've chosen 3 universities and now I've got an acceptance from one (which I ranked 3) Now I'm waiting for first and second rank uni that I chose. However, I'm relieved since I at least got a place to go now.. been real busy during the past week though