Kujah's profileKujah's LeaguePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 20

    เมโมเมโม

    ไม่ได้อัพบล้อกนี้มา 2 ฤดูได้ (นับกันเป็นฤดูเลยทีเดียว) เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไปอัพที่อื่นแล้วอะค่ะ แบบ anonymously คิดว่าหลัง ๆ ก็ไม่มีใครเข้ามาอ่านบล้อกนี้เท่าไหร่แล้วด้วยแฮะ..

    memo กันลืมไว้ดีกว่า
    ฤดูใบไม้ผลิ
    • หลังจากที่ชื่นชมกับซากุระบานจนหนำใจ และเริ่มจะเบื่อแล้ว ก็พลอยทำให้เบื่อการถ่ายรูปไปซะด้วย (แถมยังยุ่งกะการเรียนโคตร ๆ )
    • ไปเรียนที่ฮงโกทุกอาทิตย์ เดินทางเหนื่อยจนชิน
    • ทำทีเอ (T.A. Teacher Assistant) สองวิชา หนุกดี เม้า์ืท์แตก ไม่ค่อยได้ทำไรเท่าไหร่ (รู้สึกอับอายกับตัวเงินที่ได้รับมามาก ๆ เอิ้ก ๆ )
    • ร้องเกะเป็นบ้าอยู่พักนึง แล้วช่วงนี้ก็ไม่ได้ร้องอีกเรย
    • เหตุการณ์สำคัญที่สุดคือย้ายบ้าน ซื้อของเข้าบ้าน และอื่น ๆ กินเวลาไปเป็นเดือน และหมดไปประมาณหกแสนเยนแล้ว กรี๊ดส์
    หน้าร้อนปีนี้ ป่วยซะเกือบ 10 วัน ไปอเมริกาซะ 15 วัน นอกจากนั้นเป็นการทำวิจัย แล็บ แล็บ และก็แล็บ.. งุงิ

    • กัชชุกุปีนี้เข้มข้นกว่าปีที่แล้วอีก เพราะว่าการเตรียมพร้อมที่โคตรน้อย แถมยังเป็นการพรีเซ้นท์งานตัวเองล้วน ๆ โดนด่าก็เละกันให้หนำใจไปเลย อร๊าก..
    • สุดท้ายก็ไม่ได้ส่งเปเปอร์ workshop ที่ Nice, France เพราะยังเร็วไป (สำหรับความสามารถแบบนี้ ฮือ ๆ) อดไปเที่ยวเรย..
    • อเมริการ้อนมาก.. เจ็ทแล็กรุนแรง โดยเฉพาะตอนกลับมาโตเกียวแล้ว
    • เป็นไข้ติดกัน 3-4 วัน ดีที่ไม่ใช่ swine flu :D
    • หน้าร้อนร้อนมาก ญี่ปุ่นร้อนพอ ๆ กับไทยเลย
    • ไม่ได้กลับไทยหน้าร้อนนี้ด้วยง่ะ 
    June 23

    I LOVE YOUをさがしてる - GLAY

    作詩:TAKURO 作曲:TAKURO

    「昨日まで、好きだったモノが急に嫌いになった
    ”ของที่เคยชอบมาจนถึงเมื่อวาน อยู่ ๆ ก็ไม่ชอบขึ้นมา..
    ワガママかな?」と君は言った
    เอาแต่ใจรึเปล่านะ” - เธอพูดแบบนั้น
    「ううん、それはきっとよくあるコトさ」
    ”ไม่หรอก เรื่องนั้นเกิดขึ้นบ่อยไป”
    裏づけさえないまま僕は言った
    ผมตอบไปแบบมั่นใจ

    過去の別れにいくらキレイな言葉を並べたって人はのみ込めないのさ
    คนที่เรียบเรียงคำพูดสวยงามเวลาเลิกกันในอดีตครั้งแล้วครั้งเล่า  นั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร
    互いそんな経験してきた2人が抱き合い眠る
    เราทั้งคู่ที่เจอกับอะไรแบบนั้นมา หลับไปข้าง ๆ กัน
    愛してると保証のない約束を頼りに
    หวังพึ่งเอากับคำพูดว่ารักที่ไม่ได้มีคำมั่นใด ๆ

    I LOVE YOU をふいに言うと
    เวลาที่คำว่า ผมรักคุณ มันออกจากปากมานั้น
    嘘みたいに聞こえるかも知れないけど
    อาจจะฟังดูเหมือนเป็นคำพูดโกหกก็ได้
    生涯忘れ得ぬ恋をしてるよ 目の前の君と
    ผมกำลังมีความรักที่จะลืมไม่ได้ชั่วชีวิตอยู่นะ กับคุณที่อยู่ตรงหน้านี้
    I LOVE YOU のかわりになる
    คำที่จะมาแทนคำว่า ผมรักคุณ
    言葉さがし空をずっとながめていた
    ผมหามันมาตลอด
    見つかるその日まで見つからなかったとしても
    จนกว่าจะถึงวันที่หามันเจอ หรือจะหาไม่เจอก็ตาม
    君をさがしてる
    ผมก็จะหาเธอต่อไป

    「今日を大切にせずに明日はKISSしてくれるの?」
    ถ้าวันนี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกัน แล้วพรุ่งนี้จะจูบฉันไหม
    その詩的な表現に戸惑うよ
    คำพูดราวกับบทกลอนแบบนั้นทำให้รู้สึกสับสนนะ
    カバンひとつで僕と暮らし始めた日には
    ตั้งแต่วันที่เธอเอากระเป๋ามาใบเดียว แล้วเริ่มต้นชีวิตกับผมนั้น
    春の嵐 僕の人生が変わった
    ราวกับพายุฤดูใบไม้ผลิ ชีวิตผมก็เปลี่ยนแปลงไป

    裏通りに並んだ君の名前によく似た花は「愛をそのままに」
    ดอกไม้ที่เรียงรายอยู่ริมถนน ที่เหมือนกับชื่อของเธอ "รักก็คงอยู่อย่างนั้น"
    信じる事受け止められずに泣いていた 夜を越え今
    กับเวลานี้ที่ร้องไห้ให้มันผ่านพ้นค่ำคืนไป ด้วยใจที่ไม่เคยหยุดที่จะเชื่อ
    君は誰より優しさ宿した素敵な人になる
    เธอเกิดมาพร้อมกับความอ่อนโยน มากกว่าใครทั้งนั้น
    涙も笑顔も僕に預けて
    ทั้งน้ำตาและรอยยิ้ม ผมรับมันเอาไว้

    I LOVE YOU をふいに言うと
    ถ้าพูดว่ารักออกมาล่ะก็
    嘘みたいに聞こえたかも知れないけど
    อาจจะฟังเหมือนคำโกหกก็ได้
    生涯忘れ得ぬ恋をしてたよ あの頃の僕は
    แต่ว่าตอนนั้น.. มันเป็นรักที่ไม่ลืมไปอีกชั่วชีวิตจริง ๆ นะ.. ผมในตอนนั้น
    I LOVE YOUの I LOVE YOUの I LOVE YOUの
    意味をずっとさがしている
    ผมหาความหมายของคำว่ารักมาตลอด
    見つかるその日まで いや 見つからなかったとしても
    ไม่ว่าจะหาเจอ หรือจะหาไม่เจอ
    君をさがし続ける
    ผมก็จะหาเธอต่อไป
    君を愛してる
    ผมรักเธอ

    Listen to the song here

    June 10

    ในคืนที่นอนไม่หลับ.. ขณะนี้ 4.14 นาฬิกา

    คืนที่นอนไม่หลับ

    1.00 นาฬิกา - นอนพลิกตัวไปมา หลับตา.. แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สวดมนต์เลยลุกขึ้นมาสวดมนต์
    2.00 นาฬิกา - หลับตา หลับตา หลับตา และก็ยังรู้สึกว่าหลับตาอยู่…
    2.30 นาฬิกา - ค่ำคืนนี้มันคุ้น ๆ นะ เหมือนที่เคยเป็นเมื่อก่อนเลย.. เลยตัดสินใจลุกขึ้นมา
    2.45 นาฬิกา - ไม่นง ไม่นอนมันแล้ว เปิดคอม.. เล่นเน็ท คุยกะเพื่อน ๆ ที่ยังออนอยู่
    3.00 นาฬิกา - เพื่อนก็ยังคงเม้าท์แตกต่อไป.. เริ่มเอางานวิจัยขึ้นมาทำ
    3.15 นาฬิกา - เวลาเริ่มผ่านไปเร็วมาก..
    3.30 นาฬิกา - เดินไปอุ่นหนมปัง กินกับเนสวิต้า..
    4.00 นาฬิกา - นกร้องจิ๊บ จิ๊บ จากนอกหน้าต่าง..
    4.14 นาฬิกา - ปิดเอ็ม ปิดสไกป์ เขียนบล้อก
    4.18 นาฬิกา - เขียนบล้อกเสร็จ.. ขอให้นอนหลับฝันดี..

    คืนที่นอนไม่หลับ
    จะใช้มันยังไงให้มีประโยชน์ที่สุด?

    May 17

    Thai festival 2009 @ Yoyogi Park

    ต่อไปนี้จะเลิกขึ้นต้นบล้อกว่า “ไม่ได้อัพนาน” หรือ “มัวแต่ทำโน่นทำนี่ เลยหายไปเป็นชาติ” แล้วนะ.. เพราะมันขึ้นทุกครั้งที่เขียนบล้อกที่นี่เลย เบื่อแล้วอะ อิอิ

    ณ โตเกียว.. ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่อากาศดูเหมือนฝนจะตกตลอดทั้งวัน

    วันนี้ตื่นเองอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนก็นอนดึกทีเดียว ตั้งแต่เช้าเพื่อน ๆ ก็ชวนไปงานไทยเฟสอีกรอบ แต่ไปมาแล้วเมื่อวานก็เลยยืนยันว่าจะไม่ไปเด็ดขาด.. พอเล่นเน็ทไปสักพักก็เริ่มหิว ก็เลยเริ่มวันแบบปกติของเรา ด้วยโยเกิตและผลไม้
    อีกชม.นึงก็ทนไม่ไหว ลุกออกไปทำฮ็อตเค้ก (แพนเค้กแบบหนา ๆ) กินเล่น รู้สึกว่าทำมาเยอะมาก เลยมาแว้บ ๆ ดูเผื่อมีใครออนที่หอ ก็ยังไม่เห็นมีใครออนเลยลองเสี่ยงส่งเมลไป และชวนมากินแพนเค้กและข้าวกลางวัน (ที่กำลังจะเริ่มลงมือทำ) บัดเดี๋ยวนั้น

    มื้อกลางวันของเราเป็นอาหารทำเอง ที่ไม่ได้ทำมาประมาณ 1 เดือนได้ (ถ้าไม่นับที่ไปฝากท้องกับครัวคนอื่น ฮ่า ๆ) ของง่าย ๆ เช่นไข่เจียว หมูผัดน้ำมันหอยและต้นกระเทียมของโปรด และข้าวนุ่ม ๆ ของญี่ปุ่นไฮโซที่ลงทุนซื้อแบบแพงหน่อยเพราะว่านาน ๆ ทำทีนึง (ปีละห้าครั้งได้มั้ง ฮ่า ๆ) มื้อนี้ก้ออิ่มจังตังอยู่ครบ (เพราะวัตถุดิบซื้อไปเมื่อคืน) ดีจัง ๆ

    กินเสร็จว่าจะมานั่งทำงานที่ดองเอาไว้หลายวันซะหน่อย ป้าคาวามุระที่อยู่แถว ๆ หอ (เป็นอาสาสมัครสอนภาษาให้เด็กต่างชาติ) ก็โทรมาชวนไปงานไทยเฟสติวัล เอ่อ.. เราพึ่งไปมา และก็ตั้งใจจะไม่ไป แต่ว่าป้าแกไม่มีเพื่อนไปจริงจังก็เลย เออฟระ ไปก้อได้ ๆๆ ตัดสินใจในเวลา 10 วิ ขอเวลาห้านาทีแต่งตัว คว้ากระเป๋าแล้วก็ออกไปเลย (ทั้งสภาพที่พึ่งทำกับข้าวเสร็จ)

    อนึ่ง ป้าคาวามุระอายุ 75 แล้ว แต่ยังแข็งแรงมาก.. ถึงแม้จะยังงั้นก็เหอะ วันนี้เป็นวันที่ลมโคตรแรงในรอบปี ฝนก็ดูเหมือนจะตก เราก็เลยเดาว่าป้าเค้าต้องขึ้นบัสไปสถานีรถไฟแน่ ๆ (การเดินทางจากบ้านไปสถานีรถไฟมี 4 ทางเลือก 1 บัส 2 จักรยาน 3 เดิน 4 แท็กซี่..) ปรากดว่าป้าบอกว่า แน่นอนป้าต้องขี่จักรยานไป.. ก็แบบ กรี๊ด เอาจิงอะ แล้วถ้าขากลับฝนตกทำไงอะคุณป้า.. เค้าก็บอกว่า.. ก็ขี่มือนึงอีกมือถือร่มสิ ถามอะไรแปลก ๆ

    ค่ะ.. - -"

    เลยดันทุรังขี่จักรยานไปสถานีกัน ขี่ไปฝนก็เริ่มปรอย ๆ เราก็แบบ เนี่ยฝนตก ฝนตก ฝนตก.. ป้าก็แบบ เหรอ นิดเดียวเองนะ ไม่เป็นไรหรอก..

    ค่ะ.. - -"

    ซื้อตั๋วรถไฟ.. คนแก่ไม่มีราคาพิเศษแฮะ พึ่งรู้ ป้าก็เลยถามเราว่า เค่ง (ตั๋วเดือนแบบไปกลับมหาลัย) ของเราไปถึงสถานีไหน.. ถ้าเอาที่ใกล้สถานที่จัดงานสุดก็ ชิโมะคิตะซาวะ อะค่ะ.. ป้าก็แบบ.. งั้นเราลงชิโมะแล้วเดินไปกันมั้ย (ชิโมะ กับ โยโยงิ โคเอ็น.. ห่างกันด้วยสถานีรถไฟประมาณ 5 สถานีอัพ ถ้าใช้เวลาเดินน่าจะไม่ต่ำกว่า 2 ชม.) เราก็แบบ เอ่อ มันเป็นไปไม่ได้มั้ง เราไปลงที่ใกล้ ๆ กันเหอะ.. ป้าก็แบบ ก็ด้ะ.. (เฮ้ย มันก็ต้องนั่งรถไฟไปอยู่แล้วสิ !!)

    ไปถึงที่งานก็กิน กิน ซื้อของ เดินชมนู่นนี่ คนก็เบียด มาก ๆ งานไทยเฟสติวัลเรียกแขกได้มากมายทุกปีถึงแม้ว่าอากาศจะไม่ดีก็ตาม

    เจอเพื่อนสองสามกลุ่มโดยบังเอิญ ก็ดี แต่ฝนก็ดูจะตกตลอดเวลาจริงจัง ลมก็แรงแบบตัวจะปลิว

    ไม่รู้ว่าเพราะเป็นคนแก่ (มาก) รึเปล่า.. ไปซื้อลูกชิ้นเค้าก็ให้มาฟรีหนึ่งไม้ เลยไม่ต้องซื้อซะงั้น - -"

    พอไปซื้อมะม่วงที่คนขายเป็นคนไทย คนขายก็ถามว่า.. นี่มากับแม่สามีใช่มั้ยคะ…?

    กรี๊----------------ด

    หนูยังไม่ได้แต่งงานค่ะ !!! (ต่อให้สมมติว่าแต่งแล้วแม่สามีก็ไม่น่าจะแก่ถึงขนาดนี้นะคะคุณพี่)

    ถึงแม้จะรู้สึกแย่ไปนิด แต่มะม่วงก็อร่อยมากค่ะ สมแล้วที่เป็นมะม่วงมหาชนกแบบสุกงอมเต็มที่

    กลับบ้าน กลับช่องกันได้ซะที เดินซะเต็มคราบ (ดูโน่นดูนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่มากมาย แต่บอกตรง ๆ ว่าอาหารในนี้ ถ้าตั้งใจจะมากินอะไรอร่อย ๆ ไปกินที่ร้านเลยดีกว่าไม่ต้องแย่งกันไม่ต้องเบียด อาหารก็ทำดีกว่าเยอะ เรื่องธรรมดาของการจัดงานพวกนี้ค่ะ)

    กลับมาถึงที่จอดจักรยาน ป้าทำกุญแจตกหายไปที่ไหนไม่รู้ หากันให้วุ่น สุดท้ายก็ไม่เจอ เลยนั่งบัสกลับบ้าน (แล้วเห็นเค้าบอกว่าจะเอาไขควงมาเอาล็อกออก ซึ่งหวังว่าจะไม่ใช่ด้วยตัวเองนะ ให้ลูกหลานมาทำเฮ้อ)

    กลับบ้านมาก็ค่อยได้ฤกษ์ทำงาน (ประมาณ 5 นาที) แล้วก็ดูหนังต่อ (อีก 50 นาที)

    เป็นอันจบวันอาทิตย์ที่น่าจะธรรมดาของเรา เหอ เหอ

    March 31

    Sakura

    และแล้วก็ถึงหน้าซากุระของปีนี้
    มาญี่ปุ่นได้ปีนึงแล้วสินะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมาย

    ย้อนกลับไปตอนดูซากุระของปีที่แล้ว ยังจำได้ไม่ลืม

    แบกกระเป๋ามาจากสนามบินกับเพื่อน ๆ แล้วก็ไปกินอาหารจีนแถว ๆ หอ ซากุระยังบานสะพรั่ง เริ่มโรยลงมาบ้างแล้ว

    อาทิตย์หนึ่งหลังจากนั้น ซากุระก็โปรยลงริมแม่น้ำจนเป็นสีขาวไปหมด สวยมาก..
    คงจะไม่ได้ดูภาพนั้นอีกแล้ว

    ปีนี้ซากุระก็สวยเหมือนเดิม เคยคิดว่าดอกไม้สีขาวนี่มันสวยตรงไหนนะ ทำไมคนถึงได้เชิดชูกันนัก.. พอได้มาสัมผัสกับมันใกล้ ๆ ก็รู้สึกว่ามีมนต์เสน่ห์ของความเป็นญี่ปุ่นดีแท้

    ซากุระ บานแล้วก็ร่วงไป เพราะความที่อยู่ได้น้อยเหลือเกิน คนก็เลยชื่นชมกับมัน

    ปีนี้ในที่สุดก็ได้ดู hanami กับที่แล็บสมใจ เดี๋ยววันนี้ก็จะไปดูกับเพื่อน ๆ นร.ไทย hanami แปลตรงตัวว่าดูดอกไม้ก็จริง แต่ก็คุยกันจนไม่ได้ดูมากกว่า เพราะเหมือนเป็น event ที่คนนัดมาเจอกัน เป็นการรวมตัวกันก็ว่าได้ ปีนี้ช่วงดูดอกไม้อากาศดีแทบทุกวัน นับว่าโชคดีมาก ๆ เลย

    รอบ ๆ มหาลัยซากุระก็เริ่มบานแล้ว ทางเดินไป lab รู้สึกน่าดูกว่าทุกที อิอิ

    น่าเสียดายที่ปีนี้ซากุระคงจะอยู่ไม่ถึง พิธีเข้าเรียน 入学式 เพราะแต่เดิม ซากุระเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ที่ญี่ปุ่นเริ่มชีวิตการทำงาน การเรียน ก็เดือน 4 นี้แหละ เลยถือเอาซากุระเป็นสัญลักษณ์ซะเลย

    ชีวิตช่วงนี้ ก็ยุ่งเหมือนเดิม มีความรู้สึกว่าเซนเซเริ่มจะไว้ใจโยนงานให้ทำมากมาย ถึงแม้จะไม่ค่อยเกี่ยวกับงานวิจัยก็เหอะ..

    ส่วนเรื่องงานวิจัยก็ยังลูกผีลูกคนอยู่ ต้องกำหนดวิธีที่ชัดเจนให้ได้ภายในกลางปี ช่วงนี้ก็อ่าน อ่าน อ่าน.. ศึกษาของชาวบ้านไปเรื่อย ๆ เหอ ๆ

    กลับญี่ปุ่นคราวนี้ยังไม่มีเวลาอยู่บ้านแบบเต็ม ๆ วันเลยอะ ไม่ไปแล็บก็เที่ยวตลอด หุหุ

    กุนมะสนุกมากมาย เป็นสถานที่ที่ไม่มีอะไรของแท้ มีแต่ออนเซ็น หนาวมากด้วย หิมะก็ตกสวยงามมม เล่นเกมกันจนดึกดื่น กินแบบไม่แคร์ใคร หุหุ ไว้จะเอารูปมาแชร์ทีหลังนะคะ

    อีกไม่กี่วันน้อง ๆ ใหม่ก็จะมาอยู่ที่หอแล้ว หอนี้ที่เงียบเหงา (ตอนนี้มีคนไทยอยู่ 3 คน เอิ้ก ๆ ) ก็คงจะคึกคักทันตาเห็นเนอะ

    March 13

    Tomorrow

    โหวง โหวง อย่างประหลาด

    อาจจะเพราะว่าที่ผ่านมา ไปเรียนต่อแต่ละที กลับมาเยี่ยมบ้านก็ไม่เคยเกินหนึ่งครั้งก็เรียนจบ (ก็หลักสูตรปีเดียวทั้งนั้นนี่นะ)

    แต่คราวนี้เป็นการกลับไทยครั้งที่สอง และพรุ่งนี้ก็จะต้องกลับไปโตเกียวแล้ว เพื่อเริ่มปีการศึกษาใหม่ ในฐานะ นศ.ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยโตเกียว (อ้อ สอบผ่านเรียบร้อยแล้วค่า อิอิ) ปีที่หนึ่ง (และยังจะมีอีกหลาย ๆ ปีต่อจากนี้)

    แค่คิดถึงอนาคต มันก็แตกต่างจากที่ผ่านมาเหลือเกิน

    คิดถึงบ้านซะแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในบ้านนี่เอง

    ความรู้สึกนี้ นร.นอกทุกคนคงเข้าใจกันดี ใคร ๆ จะกลับไปญี่ปุ่นเห็นบ่นกันทุกคนว่าไม่อยากกลับ งั้นงี้ (ยกเว้นแต่มีแฟนอยู่ที่นั่นน่ะนะ อิอิ)

    จะว่าอยากกลับไปรึเปล่าก็อยากกลับ เพราะอยู่ไทยคราวนี้ การบ้านก็ไม่ได้ทำ (ทำแต่ทำไม่เสร็จ ทำไม่เป็นเลยเลิกทำ เหอ ๆ นศ. ที่ดี)
    งานวิจัยไม่ได้อ่าน โปรแกรมไม่ได้เขียน (เป็นเวลาสองเดือนได้แล้ว กรี๊ด..) กลับไปโดนยำเละ แน่ ๆ

    แหงสิ ก็เมื่อเช้าคุย chat กับเซนเซ สารภาพว่าไม่ได้ทำการบ้านล่ะ เซนเซก็พูดว่า..”ผมก็กะไว้อยู่แล้วแหละ หึหึ”..

    ขอโทษค่า –“-

    พรุ่งนี้กลับญี่ปุ่นแล้ว จะตั้งใจเรียนนะ

    (ถึงแม้ว่ายังมีทริปไปเที่ยวกุนมะรออยู่ กินมิโดริซูชิกับแพนด้า คาคิยาสุกับเอ เซ็นโต คลาสภาษาไทยที่โอโนะทุกอาทิตย์ คาราเต้ และอีกมากมายที่ไม่ได้เกียวกับการวิจัย.. โฮะ โฮะ)

    February 13

    Ski trip

    สอบเข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ผลยังไม่ประกาศแบบเป็นทางการ แต่ก็ทำดีที่สุดแล้วแหละนะ สอบที่มีแต่ presentation ที่เตรียมมาเป็นเดือน เพื่อนและเซนเซดูให้สองสามรอบ พูดเป็นญี่ปุ่นทั้งหมด ก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น หุหุ

    พอสอบเสร็จจากคณะ Arts & Science วันแรก (5 กพ.) ก็ไปกินโอโคโนมิยากิ และไปออนเซ็นทันที สบายตัวมากมาย ๆ เนื่องจากคืนก่อนหน้าตื่นเต้นนอนไม่หลับเลยรู้สึกเหมือนพักผ่อนเต็มที่

    แต่พอสอบวันที่สอง (7 กพ.) (ของ iii) ก็ไม่ตื่นเต้นอะไรแล้ว เดินถ่ายรูปเล่นกะเพื่อนสนุกสนานแบบไม่เจียม เพราะสอบที่ฮงโกแคมปัส นาน ๆ จะไปที หุหุ สอบเสร็จก็ไปช้อปปิ้งคนเดียวที่อากิบะ ได้การ์ตูนมาเพียบ และกลับมาจัดกระเป๋า กินข้าวกับอัย แล้วก็ออกไปแล็บตอนเที่ยงคืน เย้..

    เพราะว่า 8 - 11 กพ. เรามีสกีทริปไปฮอกไกโดกันล่ะ เครื่องบินออก 6.30 เช้ามาก ๆ ก็เลยไปค้างแล็บกันหมดทุกคนยกเว้นเซนเซที่มั่นใจว่าเดินมาสถานีทัน สรุปว่า เป็นการตัดสินใจที่อนาถมากที่ไปค้างแล็บ เพราะเป็นการเปลืองพลังงานแบบโง่ที่สุดเท่าที่เด็กโตไดจะคิดกันได้ 555 ไม่ได้นอนเลยแม้แต่ 1 นาที มัวแต่เล่นมาริโอเทนนิสกันทั้งคืน อ๊าก..

    และแล้วก็ถึงเวลา 4.40 วันที่ 8 กพ. เราก็เริ่มเคลื่อนย้ายตัวกันออกมา ที่สถานี komaba todai mae ก็เจอเซนเซยืนรออยู่ ไปขึ้น shihatsu รถไฟเที่ยวแรกกันล่ะ คนเยอะแบบไม่อยากเชื่อ ครึ่งนึงเป็นพวกแบกสกี หรือสโนว์บอร์ดกัน แสดงว่าจุดประสงค์เหมือน ๆ กัน อิอิ

    ไปถึงสนามบินแบบเกือบ ๆ จะไม่ทัน แต่ก็หวุดหวิด แล้วก็เหินฟ้าสู่ฮอกไกโดค่า

    วินาทีที่เครื่องลง shin chitose airport ทุกคนตื่นเต้นเพราะว่ามันเป็นสีขาวหมด สวยมาก ๆ แถมหิมะตกปรอย ๆ โคตรจะโรแมนติกเลย.. แต่ว่าเริ่มเหนื่อยกันแล้ว (แหงเดะไม่ได้นอนกันเลย) พอเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรม ก็ออกมาหาข้าวเช้ากินกัน ทุกคนตัดสินใจกิน soup curry ที่ซูซูกิอุตส่าห์หาข้อมูลมาตั้งใจจะไปกินคนเดียว หุหุ อร่อยใช้ได้ด้วยอะ คนเยอะมาก ๆ ไปรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ตอนที่ร้านเปิดก็มี 10 คิวได้แล้ว ซุปคาเร่เป็นแกงเผ็ด ๆ ที่เลือกระดับความเผ็ดได้ ใส่อยู่ในหม้อที่ตรงกลางนูนขึ้นมาเพื่อเก็บความร้อน แล้วก็มีเนื้อสัตว์ที่เลือกไว้ เหมือนนาเบะ หรือพวกสุกี้ มีผัก และก็กินกับข้าวค่ะ ข้าวจะเป็นแบบมีชีสใส่ หรือเนย และอื่น ๆ เลือกได้ ระดับความเผ็ดที่เราเลือกคืออันกลางอะ ก็อร่อยอยู่แล้ว ซูซูกิกะยาสึดะเลือกแบบเผ็ดสุดด้วยความที่อยากเท่.. หุหุ สุดท้ายก็กล้ำกลืนกันไปตาม ๆ กัน

    พอกินข้าวเสร็จก็เดินไปดู clock tower หอนาฬิกาชื่อดังของซัปโปโร ที่ไม่มีอะไรเลย พวกที่แล็บบอกเราเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า มันไม่มีอะไรเลยขนาดที่ว่าคนต้องมาดูให้เห็นว่ามันน่าผิดหวังแค่ไหน 55 เราเลยใส่ชื่อเล่นให้มันว่า gakkari tower หรือแปลว่า ทาวเวอร์แห่งความผิดหวัง น่ะเอง อิอิ..

    จากนั้นก็ไป Yuki matsuri งานเทศกาลหิมะ แต่เนื่องจากทุกคนเหนื่อยมาก ๆ เพราะไม่ได้นอน แถมหิมะก็ตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนมองอะไรไม่เห็น และหนาวสุด ๆ ก็เลยรีบ ๆ เดินดูให้จบ ๆ แล้วกลับมาพักที่โรงแรมกัน ได้แช่ออนเซ็นในโรงแรม แล้วก็ออกไปกิน izagaya กัน ลองกินปูขน ปูทาราบะ ซาชิมิ และอื่น ๆ อีกมากมาย สนุกดีและก็อร่อยด้วย อิอิ คืนนั้นหลับเป็นตายกันทุกคน หุหุ

    วันที่ 9 กพ. ออกเดินทางแต่เช้าไป niseko เมืองที่มีแต่ภูเขาหิมะและลานสกี นั่งบัสประมาณ 2 ชม.ก็ถึง ละ ไปถึงทุกคนก็ตื่นตาตื่นในที่มันมีแต่สกีจิงจัง 555 เอาของไปเก็บแล้วก็ไปเช่าชุดสกีที่จองไว้ กว่าจะลองเสร็จเรียบร้อยก็กินเวลาเป็น ชม. เซนเซอดใจไม่ไหวเลยหนีไปเล่นสกีก่อนแล้ว ด้วยความที่เซนเซพวกเราเป็นโปรสกีแบบมี license สอนได้ เล่นคอร์สไหนก็ได้ (ไม่มีคอร์สก็เล่นได้ ฮ่า ๆ) กว่าพวกมือใหม่แบบเรา กะ โซซัง จะไปถึงลานสกี (อย่างยากลำบากเพราะสกีมันหนักมากมายง่ะ) เซนเซก็ไปเล่นบนคอร์สสูง ๆ มาจุใจแล้ว เลยมาสอนได้ บ่ายนั้นทั้งบ่ายหัดยืน พอเริ่มเย็นเราก็ลื่นได้แล้ว เซนเซเลยพาไปลื่นบน beginner course โดยครั้งแรกประกบให้เราเกาะลงมาด้วย เพราะว่าสโลปมันชันม๊าก (ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้มาดูแล้วก็เฉย ๆ หุหุ) แล้วทิ้งกลางทาง ก็ลื่นต่อลงมาเองจนจบได้ เย้.. ตอนเย็น ๆ พวกเพื่อน ๆ ก็เลยจับขึ้นลิฟต์ไปเล่นอีกหลายรอบ เหนื่อยมากมาย วันนี้ก็แช่ออนเซ็นสบายที่สุดเลย dotenburo มองเห็นภูเขาหิมะสวยมาก ๆ

    10 กพ. ก็ไปเล่นเองแล้วอะ แต่พอดีดันไปบนยอดเขาตอนที่มีพายุหิมะ ก็เลยมองทางไม่เห็น เศร้ามากกว่าจะลงมาได้ ดีที่มีเพื่อนในแล็บคอยดูมาด้วย ใช้เวลา 2 ชม.กว่าจะลงมา ชาวบ้านเป็นห่วงกันหมด หุหุ.. ตอนเย็นเลยต้องไปเล่นที่ง่าย ๆ เรียกความมั่นใจกลับคืนมา แล้วคืนนี้เราก็ออกไป nighter กันด้วยล่ะ สวยงาม คนน้อย สบาย และก็แช่ออนเซ็นแบบนอก โรงแรม เสียตัง แต่ว่าน้ำดีกว่ามากมาย อิอิ

    ทริปนี้ต้องขอบคุณเซนเซมากที่สุด เพราะว่าตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่เล่นสกี เซนเซประกบสอนแบบจากเริ่มหันเดิน จนลื่นลงมาจากสโลปแบบ intermediate ได้ เสียสละเวลาที่ตัวเองจะได้เล่นเองไปเยอะมาก ๆ นี่ถ้าไปจ้างเค้าสอน คงหมดไปหลายหมื่นแน่ ๆ เพราะกว่าจะเป็นมันไม่ใช่แค่ 1 - 2 ชม. อะ.. แถมวันสุดท้าย 11 กพ. เซนเซยังพาไป gift tour คือรูทที่ไปหามาเพื่อให้เราลองไปเล่น แล้วก็สนุกจริง ๆ ด้วยเพราะว่ามันไม่ยาก ไม่ง่าย สูง หิมะนุ่ม และต้องผ่านทางยากนิดหน่อยกว่าจะกลับลงมาได้อะ แต่สนุก และลื่นได้ดีกว่าวันที่สองมากแบบเห็นได้ชัด ถ่ายวีดีโอมาเยอะมากมาย เพราะว่าเอากล้องวีดีโอกันน้ำไปด้วย xacti ที่ซุซูกิเรียกเป็นชื่อเล่นกล้องไปซะแล้ว ฮ่า ๆ..

    สรุปแล้วสนุกมากมาย แพงไปหน่อยก็เหอะ แต่ไม่ผิดหวังจิงจัง รางวัลหลังสอบที่ดีมากเลยอะ

    วันแรกถามเซนเซว่า มาสอนแต่พวกเรา ไม่ได้ไปลื่นเอง ไม่เบื่อหรอ เซนเซตอบกลับมาว่า
    แค่พวกกิฟท์ซังกับโซซังเล่นสกีได้ ผมมีความสุขมากกว่า

    กรี๊ด--------------------ด

    ซึ้งค่ะ

    ski lab

    January 27

    ความคิด

    ความคิด By STAMP
    (Title : Thought)
    English & Japanese Translated by kujahleague

    ยังเดินผ่านทุกวัน ที่ที่เราพบกันเมื่อก่อน
    I walk pass the place we met everyday
    二人が出会えた場所を、まだ毎日通っている

    ยังจำซ้ำๆได้ทุกตอน ราวกับมีใครมาหมุนย้อนเวลา
    I still remember all the scenes as well as someone turn back time
    誰かが時を繰り返すように、すべての景色を覚えている

    แต่กับคนย้อนได้แค่หนึ่งความคิด ในชีวิตจริงคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
    However, for one people, I can only turn back my memory.. not going to meet again in real life
    でも、ただの人間の僕は,ただ繰り返し思い出すことしか出来なくて、本当はもう会えないだろう

    ยืนอยู่ตรงที่เดิม แต่ไม่มีวี้แวว เธอจากไปแล้ว
    I am still standing here, the same place.. but none of your sign, you are already gone..
    僕はずっと同じ場所に立ち尽くしているけど,君の影はもうない。君はもういないんだ.

    และคงไม่ย้อนคืนมาหา ....
    never going to come back..
    戻ることもないだろう

    *ได้แต่ฝากความคิดของฉันเอาไว้
    *I can only leave my thought here
    *僕の思いだけは、ここに置いておく

    เผื่อวันไหนเธอผ่านมา เห็นที่เดียวกันนี้
    Just in case you pass by the same place someday
    いつか君がここを通ったら

    เธอจะนึกขึ้นได้ว่า เคยมีคนนึงยืนข้างเธออยู่ตรงนี้เสมอตลอดมา
    You would realized that there was someone standing beside you here, always
    ここでいつも君のそばに立っていた人がいたことを,思い出すかもしれない

    ให้เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    I would let you touch my thought that I left, my thought that you cannot see by your eyes
    僕の思いは君には見えないけど,君に感じて欲しい

    ฉันจะฝากเอาไว้อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า
    I will leave it in the ground and up in the sky
    この思いを,大地に,そして空にも置いていこう

    มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า .. ฉันยังรักเธอ
    It is the thought that whispering.. I am still loving you
    この思いをささやいてる、僕はまだ君を愛している

    อยากเจอเธอเหลือเกิน ตั้งแต่ก่อนที่เราต้องเดินแยกทาง
    I really would like to see you, even before we have to part
    本当に会いたい、僕たちが別れる前に

    ฉันมีความคิดหลายๆอย่าง หลายอย่างเหลือเกินที่ฉันไม่ได้พูดไป
    I have so many thoughts that I have yet said out
    この思いをささやいてる、僕はまだ君を愛している

    แต่กลับมานึกขึ้นได้ในเวลานี้ ในเวลาที่เธอเดินจากฉันไปแสนไกล
    Thoughts that I just realized now, when you already left me far away
    いまさら思い出しても、君はもう遠くに離れている。

    ถ้าเธอนั้นยังอยู่จะกอดเธอให้ชื่นใจ และค่อยพูดออกไปสิ่งที่อยู่ในใจฉัน
    If you are still here, I would hug you hard and slowly say those thoughts
    もし君はまだここにいたら、君を抱きしめてゆっくり言ってあげるから

    (*)

    เธอสัมผัสความคิดที่ฉันทิ้งไว้ อาจไม่เห็นได้ด้วยตา
    I would let you touch my thought that I left, my thought that you cannot see by your eyes
    僕の思いは君には見えないけど,君に感じて欲しい

    ฉันจะฝากเอาไว้อยู่ในพื้นดินและท้องฟ้า ..
    I will leave it in the ground and up in the sky
    この思いを,大地に,そして空にも置いていこう

    มันเป็นความคิดที่กระซิบว่า ...
    It is the thought that whispering..
    この思いをささやいてる、

    ... ฉันไม่เคยลืม
    ... I never forget
    ..決して忘れない

    Listen to the song here

    January 25

    Since the New Year break. . .

    หยุดปีใหม่คราวนี้ พยายามให้ความสุขกับตัวเองสักสามสี่วัน อย่างน้อยก็ช่วงที่เซนเซยังไม่มาแล็บ (ตามที่เค้าบอกอะนะ เอาเข้าจริง ๆ เฮียโผล่มาตั้งแต่เย็นวันที่ 1 ) ไหน ๆ ก็ไม่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด ไม่ได้ไปสกีทริป เพราะว่าตั้งใจจะเตรียมสอบแบบเอาจริงเอาจัง แถมอาทิตย์ก่อนหน้าก็พึ่งไปเที่ยวคันไซมาหยก ๆ ถือซะว่าเป็นทริปหน้าหนาวไปแล้วด้วย

    อยู่โตเกียวก็หนุกได้เหมือนกัน เพราะว่าวันสิ้นปีมีเทศกาล countdown มากมายเต็มไปหมด เรา อัย ท้อปปุ ก็เลยไปที่วัด โซโจจิ กันที่อยู่ใกล้ ๆ โตเกียวทาวเวอร์ มีให้เขียนขอพร แล้วติดลูกโป่ง (ที่ทำจากแป้ง จะละลายไปเองเวลาผ่านไป) จะปล่อยลูกโป่งพร้อมกันตอนปีใหม่เป๊ะ ๆ.. แล้วก็เข้าไปไหว้พระครั้งแรกแห่งปี ( hatsu moude ) กันตอนนั้นเลยล่ะ.. คนเยอะแบบมากมาย แต่ก็สนุก และหนาวมากที่สุดเลยด้วย

    อาหารมิ้อสุดท้ายของปี ของพวกเราก็คือเนื้อย่างสุดอร่อยที่สถานี suidobashi เป็นเนื้อย่างเกาหลีแบบไฮโซ มิ้อนี้หมดไปคนละ สามพันสาม อิอิ..

    ส่วนอาหารมื้อแรกเป็นสิ่วท้อ และเหล้าหวานอุ่น ๆ ล่ะ (ซึ่งไม่อร่อยเลย)

    สองวันถัดมา ก็เป็นวันช็อปแหลก หรือบ็อกซิ่งเดย์ของญี่ปุ่นน่ะเอง เสียตังไปมากมาย เพราะซื้อถุง fukubukuro (lucky bag) ที่ได้ของที่ใส่ได้บ้าง ใส่ไม่ได้บ้าง ผ้าพันคอสีสดที่ไม่รู้จะเอาไปใส่ตอนไหนเลยต้องเอามาทำเป็นผ้าเช็ดทีวีไฮโซ 55.. ก็สนุกมาก ๆ ไปอีกแบบ

    กลับเข้าสู่ชีวิตปกติ เดือน มกราคม ทั้งเดือนนี้เป็นเดือนแห่งการทำวิจัยง่ะ.. วุ่นวายกับโปรแกรม และเตรียมพรีเซ้นท์ตอนสอบเข้า แต่ก็ยังมีเวลาแอบไปแจม ๆ งาน kagamibiraki ของชมรมคาราเต้ ไปกินโมจิ และซ้อมคาราเต้นิดหน่อย.. และก็งาน Komaba International Banquet กินฟรี ๆ เลยได้ลองทุบโมจิด้วย สนุกมากมาย.. ^ ______ ^

    ช่วงนี้ที่แล็บก็เอาเครื่อง Wii มาตั้ง ก็เลยยิ่งกลายเป็นแหล่งอบายมุขครบสูตร อยากเห็นหน้าเซนเซตอนที่เปิดประตูมาเจอทุกคนกำลังแข่ง Wii Mario Tennis กันอย่างเอาจริงเอาจังจริง ๆ อิอิ

    สุดท้ายก็ รอสอบเข้าสินะ สู้ ๆ

    January 09

    มีความสุขหรือเปล่า

    มีความสุขหรือเปล่า
    Are you happy?

    Song by : Blackhead

     

    หากวันนึงที่ตัวเธอต้องเหนื่อยล้า
    When there is a day that you feel so tired..

    หากวันนึงที่ตัวเธอนั้นท้อใจ
    When you feel so down

    อาจมีคนที่มาทำให้เธอนั้นหวั่นไหว
    There might be someone that steps into your life and

    ไม่มั่นใจว่าอะไรที่เธอต้องการ
    make you feel insecure and unsure of what you really want

    ฉันแค่อยากให้เธอลองฟังฉันสักหน่อย
    I just want you to listen to me for once..

    แล้วค่อยๆ ตรึกตรองมองดู
    And think carefully..

    เธอนั้นอาจจะมองไม่เห็นที่เธอเป็นอยู่
    You might not be able to see it yourself, being you

    ลองถามใจเธอดูว่าเธอนั้นรู้สึกอย่างไร
    Just ask yourself what do you feel

    เหนื่อยกายไม่ได้แปลว่าทุกข์
    Physically exhausted does not mean that you are sad

    สบายไม่ได้แปลว่ามีความสุข
    Being so relax does not mean that you are happy

    อะไรที่มันทำให้เธอนั้นทุกข์
    What actually make you feel down

    ก็ลองถามตัวเองก่อนตอนนี้
    Ask youself now..

    พลาดพลั้งไปใช่ว่าเธอนั้นพ่ายแพ้
    Even though you fail, it does not mean that you lose

    แค่เสียใจใช่ว่าเธอนั้นอ่อนแอ
    Just because you feel sorry does not mean that you are weak

    อยากถามว่าเธอยังจะสู้หรือยอมแพ้
    I just want to ask you, if you want to go ahead or quit

    ไม่ต้องแคร์ว่ามีใครเข้าใจหรือเปล่า
    Don't need to care if there is anyone understand you

    ฉันแค่อยากให้เธอลองฟังฉันสักหน่อย
    Just listen to me..

    แล้วค่อยๆ ตรึกตรองมองดู
    And think carefully

    เธอนั้นอาจจะมองไม่เห็นที่เธอเป็นอยู่
    You might not see it yourself.. being you

    ลองถามใจเธอดูว่าเธอนั้นรู้สึกอย่างไร
    Just ask yourself what do you feel

    เหนื่อยกายไม่ได้แปลว่าทุกข์
    Physically exhausted does not mean that you are sad

    สบายไม่ได้แปลว่ามีความสุข
    Being so relax does not mean that you are happy

    อะไรที่มันทำให้เธอนั้นทุกข์
    What actually make you feel down

    ก็ลองถามตัวเองก่อนตอนนี้
    Ask youself now..

    มีความสุขหรือเปล่า
    Are you happy?

    January 07

    My New Year Resolution 2009

    Academic

    • Pass PhD entrance exam to Department of General System Studies, Graduate School of Arts & Science, The University of Tokyo
    • Go to SIGGRAPH 2009 again as a visitor and understand more, learn more.
    • Visit SIGGRAPH Asia at Yokohama this year.
    • Go to lab regularly, go early back earlier.
    • Pass JLPT level 1 exam this year

    Non-Academic

    • Get my parents to come visit Tokyo :D
    • Go travel places, my destination this year is Taiwan ><
    • Go Skiing for the first time in my life
    • Go to Karate regularly for exercise & Pass Karate level exam
    • Practice piano
    • Cook more, eat out less
    • Be happy on my own
    • Cherish life
    December 31

    My 2008's New Year Resolution (Last year)

    วันที่ 2 มค. ของปี 2008 ก็เหมือนทุกปีที่เราจะเขียน New year resolution ในต้นปีใหม่ ส่วนพอจะสิ้นปีก็จะมา evaluate ว่าทำอันไหนสำเร็จไปแล้วบ้าง.. สังเกตุดูเนื้อหาของปีที่แล้ว หลัก ๆ อยู่ที่เรื่องเรียนเลยแฮะ ทำได้แค่ไหนกันนะ ดูต่อเลยดีกว่า

    Quote มาจากของต้นปีนี้ค่ะ เขียน ณ วันที่ 2 มค. 2008

    my 2008 new year resolution

    • เตรียมตัวไปเรียน และ ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น คลาสเริ่ม เมษา.. จัดการเรื่องหอ วีซ่า เดินทาง จัดกระเป๋า ส่งของและอื่นๆให้เรียบร้อย
      Preparing myself, all good to go to Japan, class starts in April. Clear all of the accommodation things, travelling, VISA, packing and sending stuffs there.
    • ทำอะไรเพื่อตัวเองซะบ้าง รักตัวเองให้มากๆ เลิกเอาชีวิตไปผูกกับคนอื่นๆซะที (ต้นไม้ หมู หมา แมว ก็ห้ามไปผูก) โอม จงกลับมา ๆ
      Do something for myself! Love myself, stop those life-depending thing with other person (also not with trees, animals) Come back, my life!
    • ตั้งใจเรียนเพื่อเตรียมตัวไปเรียน อ่านหนังสือที่ซื้อมา ที่เกี่ยวกับ อิมเมจโพรเซสซิ่ง ให้หมด.. ภายในเดือน มค. นี้แหละ
      Study hard for the research studentship and PhD entrance. Finish up all of the IP books within January 2008!
    • รักษาเพื่อนเก่า ๆ ไว้ให้ดี ๆ
      Keeping the olds
    • พบปะผู้คน รู้จักเพื่อนใหม่ ๆ
      Knowing the new friends
    • ตั้งใจซ้อมไวโอลิน อย่างน้อยก็น่าจะเล่น Spring ช่วงต้นๆ ได้บ้าง
      Practicing Violin, at least I should be able to play some of the "Spring" by this year.
    • เรียน ซีพลัสๆ (จ่ายตังไปแล้วยังไม่ได้ไปเรียน เหอๆ)
      Study C++ (I already paid for it, let's claim)
    • ศึกษาแม็ทแล็บด้วยตัวเอง
      Self study MATLAB

    ผลของปีนี้ เขียน ณ วันที่ 31 ธค. 2008

    • เตรียมตัวไปเรียน - ณ ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วค่า เรียนอยู่ แหะ ๆ
    • รักตัวเองให้มาก ๆ - อันนี้ก็ยังทำไม่ค่อยได้อยู่ดีแฮะ เหมือนเกิดมาเพื่อชาวบ้าน (โห พูดซะเว่อร์) หลาย ๆ ที เอาเรื่องคนอื่นมาใส่ใจ ปฎิเสธคนไม่เป็น เฮไหนเฮนั่น ไม่ดูสังขาร.. และก็ยังคงขี้เหงาเหมือนเดิม งุงิ
    • ตั้งใจเรียน.. - เอ๊ะอันนี้น่าจะไปรวมเป็นหัวข้อการเรียนอย่างเดียว เขียนอะไรกันเนี่ย สงสัยเวลานั้นสมองมีแต่เรื่องเรียนเต็มไปหมด
    • รักษาเพื่อนเก่า ๆ - อันนี้ก็โอนะ เนื่องจากว่าเฮไหนเฮนั่นตลอด มาญี่ปุ่นก็ยังได้เจอกับเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ตั้งแต่สมัยมัธยมอีกต่ะหาก แถมเมื่อ ตค. เพื่อนจากเอแบคก็มาอยู่ญี่ปุ่นอีก จากที่ไม่ค่อยได้ติดต่อกันเท่าไหร่ ก็คุยกันเยอะและก็ไปเที่ยวกันบ่อย ๆ
    • เพื่อนใหม่ ๆ - รู้จักในปีนี้เยอะ และสนิทกันเร็วมาก ๆ ก็คือเพื่อน นร. ทุนมงนศ.วิจัย 2008 ไปเที่ยวกันมามากมาย สนุกมาก ๆ ขอบคุณมากนะทุกคน
    • ไวโอลิน - เอ๊ะมันคืออะไรเหรอ? ขนมอย่างหนึ่งรึเปล่า.. -"-
    • C++ - เรียนจบแล้วและก็ใช้ภาษานี้เป็นหลักในการเขียนโปรแกรมอยู่ หุ หุ
    • MATLAB - ไม่ได้แตะอีกเลยตั้งแต่วันนั้น (ที่เขียน resolution) เพราะดูเหมือนว่าจะไม่ต้องใช้ง่ะ..

    ตอนนี้มามองดูอีกที ก็เดาออกเลยว่าตอนนั้นเราเครียดเรื่องเรียนมากมายจริง ๆ แฮะ..ทั้ง ๆ ที่ปีนี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นเยอะมาก ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเรียนเท่านั้น เอาล่ะไหน ๆ ก็ไหน ๆ เขียนสรุปข่าวเด็ดของปีนี้ดีกว่า เรียงตามเวลาเลยละกัน

    • มาเรียนที่ญี่ปุ่นด้วยทุนมง เป็น นักศึกษาวิจัย แบบไม่มีหน่วยกิต รอสอบเข้า
    • เรียนโทไดด้วย ชื่อเท่มากเพราะมันอยู่ในหนังสือการ์ตูนหลาย ๆ เล่ม
    • เรียนรู้คนญี่ปุ่น และ เริ่มเกลียดคนญี่ปุ่น เข้าเซมิเป็น พรีเซ้นท์เป็นภาษาญี่ปุ่น และ เถียงกะคนในแล็บอย่างเมามัน ณ ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้มาอยู่แล็บนี้แฮะ
    • ไป English Summer Camp ได้เพื่อนมาเยอะมาก และสนุกมาก ๆ เดินป่าที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก และยังได้ร่วมกิจกรรมกับเด็ก ม.ต้นญี่ปุ่น เริ่มอ้วนขึ้นตั้งแต่ตอนนั้นและ 55
    • ไป SIGGRAPH ที่อเมริกากับที่แล็บ และตัดสินใจจะพยายามเรียนต่อที่นี่ให้ได้
    • สอนภาษาไทย ที่ รร. สอนภาษาไทยแบบเป็นกิจจะลักษณะ ทำเป็นงานพิเศษ เดือนละสามสี่ครั้งเอ๊ง..
    • อกหัก.. เอ๊ะ อกหักนี่เหมือนจะบ่อย ๆ อยู่แล้ว เอาเป็นว่าเหตุการณ์สำคัญ ๆ ละกัน แต่ว่ารู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นเหมือนกันแฮะ ชีวิตเหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะใช้ได้เลย
    • ไป Gasshuku เข้าค่ายวิชาการ พรีเซ้นท์โปสเตอร์ ถึงแม้จะเป็นงานชาวบ้านแต่ก็สนุกมากเลย
    • ปล่อยวางกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง เข้าใจคนอื่นได้มากขึ้นเยอะมาก ๆ เนเจอร์คนญี่ปุ่น เนเจอร์คนไทย..
    • กินแหลกตลอดทั้งปี ไอ้ที่ไม่เคยคิดว่าจะกิน ก็ได้กิน หลัก ๆ คือ ยุกเกะ (เนื้อวัวดิบ..บด) อร่อยโคตร ๆ ด้วยล่ะ
    • คอสเพลย์ชุดนร.ญี่ปุ่น อยากใส่มานานและ อิอิ
    • ใส่เสื้อบาง ๆ ยืนขายฟักทองแกงบวดในวันที่ฝนตกและหนาว โคตร ๆ แถมยังขายไม่หมดอีกต่ะหาก
    • จักรยานล้มและสัมผัสกับห้องฉุกเฉินของ รพ. ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต พึ่งรู้ว่าล้มนี่ต้องถึงกับเอกซเรย์หัวเข่ากันทีเดียว รพ.ที่นี่ห่วย แต่ไปทำแผลบ่อย ๆ ก็เริ่มจะชิน รอ ชม. สอง ชม. ก็ได้ฟะ
    • พรีเซ้นท์ริงโคเป็นครั้งแรกของชีวิต พึ่งรู้ว่ามันลำบากขนาดนี้ เตรียมงานกันเป็นอาทิตย์ทีเดียว
    • ติดการพนัน กรี๊ด.. ลูกสาวป๊าติดการพนันแล้ว.. ไม่เชิงหรอก มันคือการคีบตุ๊กตาน่ะ.. ต้องเริ่มบำบัดด่วน ล่าสุดเสียไปวันคริสมาส 3 พัน ได้มา 3 ตัวเอง ( - " - )
    • และอื่น ๆ อีกมากมาย..

    สรุปว่าปีนี้งานล่ามแทบจะไม่ได้ทำ หลัก ๆ เน้นกินข้าวกับคนญี่ปุ่นที่รู้จักมากกว่า และก็ไม่ค่อยได้คุยเรื่องงานแฮะ ปีนี้ทั้งปีเน้น implement เปเปอร์ที่สนใจมากกว่า และก็ยังเรียนเลขไปนิดนึง เซนเซก็สอน image processing แบบติวเข้มให้ช่วงซัมเมอร์ จะว่าพยายามมาทั้งปีก็ได้สินะ.. เอาละ ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น สิ้นปีก็ต้อง

    一年間、無事で終わりました。お疲れ様でしたです、みんなさんにもお世話になりました。いよいよ新年なので、
    良いお年を。

    หนึ่งปีที่ผ่านมา ในที่สุดก็ผ่านไปได้ด้วยดี ขอบคุณมากกับความพยายามและการดูแลทั้งหลาย ใกล้จะปีใหม่แล้ว
    ขอให้มีความสุขกันถ้วนหน้าค่ะ

    สวัสดีปีใหม่ 2009

    December 26

    Christmas in Tokyo

    กว่าจะได้มาเขียนเอนทรี่นี้ ก็ดองมาชาติเศษได้
    ยุ่งเป็นยุงตีกันเหมือนเคย ตั้งแต่วันเกิดคราวที่แล้ว ก็ยุ่งกับงานวิจัย
    เตรียมพรีเซ้นท์มากมาย และก็ไปเที่ยวเกียวโต ไปแถบคันไซ ถือเป็น winter trip เราปีนี้เลยแหละ

    ปีนี้ Christmas มาถึงเร็วมาก ๆ ยังจำได้อยู่เลยว่าปีที่แล้วทำอะไรไป
    พอถึงเวลาแบบนี้ทีไร เราก็มักจะย้อนกลับไปมองว่า ณ วันนี้ของปีที่แล้ว เราทำอะไรอยู่นะ แล้วของสองปีที่แล้ว สามปีที่แล้วล่ะ..
    ตัวเราเองเติบโตขึ้นบ้างรึเปล่า

    Christmas ปีนี้ต่างกับทุกปีนิดหน่อย ตรงที่ฉลองเยอะเหลือเกิน เริ่มจากวันที่ 23 ตอนเย็นก็ไป Christmas Party กับครอบครัวจุนซัง ร้องเกะ เล่นบิงโก กินไก่ทอดและพิซซ่ากับเด็ก ๆ..

    วันที่ 24 วันอีฟ วันนี้มีเซมิถึงเย็น แต่ด้วยความที่เราถือคติว่า วันอีฟถ้าไม่ได้อยู่กับแฟน ก็ต้องกินไก่ทอดและดูหนังสิ หุหุ.. ก็เลยนัดกับเพื่อน ๆ ในหอมากินไก่ทอด และก็กินเค้ก และดูหนังนิดหน่อย สนุกดี ๆ กินเยอะมาก ๆ ด้วย ที่สำคัญ มันเป็นไก่ทอดเจ้าเดิมวันที่สอง (KFC)

    วันที่ 25 มีเรียนค่ะ เหอ ๆ .. ที่นี่คือประเทศญี่ปุ่น และมหาลัยนี้คือโทได ไม่มีทางหยุดอะไรกับเทศกาลแบบนี้อยู่แล้ว ยกเว้นแต่จะโดนบังคับ (รู้สึกเหมือนตอนเรียนอยู่เอแบค ที่มี quiz ในวันพ่อประจำ แต่ว่า Christmas เอแบคยังไงก็หยุดนะ) แล็บเราวันนี้มี Rinko (Discussion class) ตั้งแต่ 10 โมงเช้า.. ถึงเกือบ ๆ บ่ายโมง ตอนบ่ายก็มาเตรียมงานคริสมาสกัน เพราะว่าความเอาแต่ใจของเราไปบ่นเช้าบ่นเย็นที่แล็บว่า วันคริสมาสก็ยังมีเรียนอีก.. ควรจะได้ฉลองกันสิ บลา ๆ ทุกคนก็คงจะเห็นใจ (หรือรำคาญหว่า) ก็เลยจัดปาร์ตี้คริสมาสกัน สนุกดีอะ
    และแล้ววันนี้ก็กินไก่ KFC เป็นวันที่ 3 ติดต่อกันแล้ว..​ตามด้วยคริสมาสเค้ก แต่ก็อร่อยมากมายค่ะ
    พอจบจากงานที่แล็บก็ไปเดินดู Illumination ที่สถานีโตเกียว ด้วยความที่วันก่อนเห็นมันออกทีวีว่าเคยได้อันดับหนึ่งของโลก เลยอยากไปดูว่าจะเป็นไง.. ผิดหวังอะ ไม่ได้อะไรขนาดนั้น ก็สวยอะนะ แต่ไม่ได้ถึงขนาดที่ตระการตาขนาดนั้นงะ
    แล้วก็ต่อด้วยเดินเล่นที่ชินจูกุ หมดตังไปกับ UFO Catcher ตามเคย และหลัง ๆ เริ่มฝีมือตก.. ต้องเลิกเล่นให้ได้

    จำได้ว่า ปีที่แล้ววันคริสมาสอีฟ เราก็กินไก่ทอดอยู่บ้านนี่นะ หุหุ ไอเดียไก่ทอดนี่ได้มาจากญี่ปุ่นเท่านั้นเลยนะเนี่ย

    Merry Christmas ค่ะทุกคน




    November 20

    Happy birthday to me - Karaoke - Daikanyama - Sanrio Puroland - Takao san

    เพื่อเป็นการฉลองวันเกิดอายุครบ 25 ปีของเรา และพอดีว่าเหมียวจังก็เกิดใกล้ ๆ กันพอดี ก็เหมือนเดิมคือเพื่อน ๆ คนไทยไปร้องเพลงกันที่ร้านคาราโอเกะไทย ซึ่งร้านก็ที่เดิม ส้มหล่น ณ ชินจูกุนั่นเองค่า ร้องกันจนถึงรถไฟเที่ยวสุดท้ายตามเคย และก็สนุกมาก ๆ ทุกครั้ง เค้กคราวนี้ก็อร่อยสุด ๆ เป็นช็อกโกแลตมูส แอบลืมอธิษฐานตอนเป่าเทียนแฮะ พอเที่ยงคืนก็ Happy birthday สินะ

      HBD_Cake

    วันตรงตื่นเช้า (ก็ไม่เช้ามากเท่าไหร่แฮะ) ก็โทรไปหาพ่อแม่ก่อนอันดับแรก แต่สิ่งที่อยากจะพูดก็ไม่เคยพูดออกมาได้ซักที เพราะโดนมะม้าปะป๊าแย่งอวยพรก่อนยืดยาว

    - - สุขสันต์วันเกิดนะลูกรัก - -

    แพคเกจใหญ่โตที่ส่งมาที่หอเราสองวันก่อนจะถึงวันเกิด.. ที่ข้างในไม่ได้มีของขวัญอะไร มีแค่ซองขาวจ่าหน้าแบบนี้ และการ์ดลายเรียบง่าย ไม่ได้สวยงามเข้ากับยุคสมัยไหน ๆ ไม่ได้พิมพ์แบบ Hot Stamp ลายนูนสีเมทัลลิก ไม่ได้มีคาแรกเตอร์น่ารัก ๆ ดัง ๆ ไม่ได้เป็นการ์ดป็อพอัพ หรือว่าการ์ดทำมือเก๋ ๆ แต่มันก็เด่นกว่าการ์ดใบไหน ๆ ที่ได้รับมา

    การ์ดใบนี้ เห็นแค่ซองก็น้ำตาแทบจะไหล ไม่ว่าจะไปเรียนไกล หรือจะอยู่นานแค่ไหน ช่วงเวลาแบบนี้สินะที่คิดถึงเหลือเกิน..
    คุณค่าของสิ่งของ มันอยู่ที่ความตั้งใจของคนให้จริง ๆ

    HBD3  Birthday Cards

    HBD2วันนี้ออกไปเดินเล่นที่ Daikanyama กับอัย ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะอ่านหนังสือเตรียมพรีเซ้นท์อยู่บ้านมากกว่า แต่ว่าวันเกิดทั้งทีก็แอบอยากให้รางวัลกับตัวเองนิดหน่อย (ได้ข่าวว่าต่อไปก็จะเที่ยวตลอด)
    บรรยากาศสบาย ๆ ที่ไดคังยามะ ที่เดินเล่นออกไฮโซนิดๆของญี่ปุ่น ลองชิมเฟตตูชินีร้านอิตาเลียนบรรยากาศบ้าน ๆ ที่ทำเส้นสด ๆ อร่อยมาก นั่งเม้าท์กันตามประสาเพื่อนผู้หญิง ช้อปปิ้ง และจบด้วยเค้กที่ 109 shibuya ขอบคุณนะที่ทำให้วันเกิดปีนี้ ก็เป็นหนึ่งวันที่ดีของเรา

     

    วันอาทิตย์ ไป Sanrio Puroland กับพวกครอบครัวของจุน เพื่อนปะป๊า สาวน้อยญี่ปุ่นสองคนน่ารักเกินห้ามใจ อยู่ด้วยแล้วรู้สึกดีตลอดเวลา สวนสนุกก็น่ารักมาก ๆ อะ เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่ชอบ และตัวเก่า ๆ ที่เมื่อก่อนเคยชอบ บางตัวก็จำชื่อได้ บางตัวก็จำชื่อไม่ได้แล้ว ตอนเย็นก็ต่อด้วยเนื้อย่างตามสไตล์จุนเค้าละ เสียดายวันนี้อยู่ดึกไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้ก็มีต่อค่า..

    puroland

    วันจันทร์ cancel นัดกับป้า FACE (โปรแกรมอาสาสมัครคนญี่ปุ่นมาสอนภาษาญี่ปุ่น นศ. ต่างชาติในโทได) เพราะว่าจะไปถ่ายรูปใบไม้แดง (จุดประสงค์หลักคือไปถ่ายรูป) ที่ Takao san กัน..
    ปีนเขาไปจนถึงยอด (จะเรียกว่าปีนก็ไม่ถูก เพราะทางเดินก็ทำไว้ซะดิบดี เรียกว่าเดินเขาดีกว่า) เขาเตี้ย ๆ อยู่ใกล้โตเกียวมาก ๆ เหมาะแก่การมาพักผ่อนเช้าเย็นกลับ สูดอากาศข้างบนแล้วก็กลับลงไป ใบไม้แดงก็สวยมาก อากาศดี เสียดายที่มีเมฆเยอะไปหน่อยเลยได้รูปที่ดูหมอง ๆ แต่ว่าทริปนี้ก็สนุกมาก ๆ เลย เพราะเมมเบอร์ที่ไปด้วยก็ฮาแตกกันทั้งนั้น

    takao TAKAO SAN

    takao2   TAKAO SAN

    PS: entry นี้พักเรื่องเรียนไว้ก่อนละกัน ไว้คราวหน้า ๆ
    PS2: อากาศหน๊าวหนาวพักนี้.. ขาดความอบอุ่น.. หนาว... อิอิ

    October 22

    toki no ashioto

    時の足音
    ก้าวเดินของเวลา

    別れの季節に揺れる 儚き一輪花
    Wakareno kisetsuni yureru Hakanaki ichirinka
    มาลัยดอกไม้ที่สั่นไหว ตามฤดูแห่งการจากลา

    同じ温もりの風を 誰もが探して歩いてる
    Onajini kumorino kazewo Daremoga sagashite aruiteru
    ใคร ๆ ก็เดินทางตามหาสายลม ที่มีความอบอุ่นเหมือนกันนั้น

    出会いは空に流れる おぼろ雲の下で
    Deaiwa soreni nagareru (Oboro)gumono shitade
    การพบกันก็อยู่ท่ามกลาง หมอกจางๆเหล่านั้น

    重なり合う時計の針のように
    Kasanariau tokeino harino youni
    เปรียบได้กับเข็มของนาฬิกาที่เดินมาทับกัน

    ゆっくりと ゆっくりと ゆっくりと
    Yukkurito yukkurito yukkurito
    เดินไปช้าๆ ช้าๆ ช้าๆ

    回りはじめる
    Mawari hajimeru
    เริ่มหมุนไป

    短い針が君なら 長い針が僕で
    Mijikai hariga kiminara Nagai hariga bokude
    ถ้าหากว่าเธอเป็นเข็มสั้นของนาฬิกา ผมก็เป็นเข็มยาว

    同じ時間を刻みながら
    Onaji jikanwo kizaminagara
    ในขณะที่เรามีจังหวะเวลาที่เหมือนกันนั้น

    何度もすれ違いまた出会い
    Nandomo surechigai matadeai
    ไม่ว่าจะเดินคลาดกันแค่ไหน เราก็พบกันอีก

    歩く歩幅は違っても 描く未来が同じなら
    Aruku (gokabawa) chigatemo Egaku miraiga onajinara
    ถึงแม้ช่วงก้าวเดินของเราจะต่างกัน แต่ว่าอนาคตที่วาดไว้มันเหมือนกัน

    大丈夫また同じ場所から 始められるから
    Daijoubu mata onaji bashokara hajimerarerukara
    ไม่เป็นไรนะ เพราะเราก็จะเริ่มต้นกันจากจุดเดิมอีก

    頑張ったけどだめだったね
    Ganbattakedo damedattane
    เราพยายามแล้วแต่มันไม่ได้สินะ

    負けちゃったけどかっこよかったね
    Makechattakedo kakko yokattane
    ถึงแม้ว่าจะแพ้ แต่ก็แพ้แบบเท่ห์ๆนะ

    色んな種をもらった 言葉が心に水をやる
    Ironna tanewo moratta Kotobaga kokoroni mizuwo yaru
    ได้รับเมล็ดพันธ์มามากมาย คำพูดที่เหมือนกับเมล็ดพวกนั้น เรารดน้ำลงไปในใจเรา

    短い春に咲く夢 長い冬を越えて
    Mijikai haruni saku yume Nagai fuyuwo koete
    ในช่วงเวลาฤดูใบไม้ผลิ ความฝันผลิบาน.. ผ่านช่วงเวลาฤดูหนาวไปได้

    心の奥に集めた種は どんな光で育つのだろう
    Kokorono okuni atsumeta tanewa Donna hikaride sodatsunodarou
    เมล็ดที่เรารวบรวมอยู่ในหัวใจเนี่ย จะต้องใช้แสงอาทิตย์แบบไหนในการเติบโตกันนะ

    歩道の陰に咲く花 誰のためにあるのだろう
    Hokodouno kageni saku hana Dareno tameni arunodarou
    แล้วดอกไม้ที่ขึ้นตามแสงเงาในทางเดิน เนี่ยบานเพื่อใครกันนะ?

    誰のためでもないよと輝く 君に照らされてる
    Dareno tamedemo naioto kagayaku Kimini terasareteru
    สิ่งที่ไม่ได้บานเพื่อใครทั้งนั้น แต่มันจะเปล่งประกายเพื่อเธอ เมื่อถูกต้องแสงทอจากเธอ

    想いが言葉に変わるよ 言葉が光を呼んでる
    Omoiga kotobani kawaru Kotobaga hikariwo yonderu
    ความคิดถูกเปลี่ยนเป็นคำพูดนะ คำพูดก็ทำให้เกิดแสงออกมา

    光がほら影を作る 影で人は強くなれる
    Hikariga konna kagewo tsukuru Kagede hitowa tsuyoku nareru
    แสงทำให้เกิดเงาแบบนี้ เงาก็ทำให้คนแกร่งขึ้น

    強さが優しさに変わる 優しさが出会いを呼んでる
    Tsuyosaga yasashisani kawaru Yasashisaga deaiwo yonderu
    ความแข็งแกร่งก็จะกลายเป็นความอ่อนโยน ความอ่อนโยนจะเรียกการพบเจอ

    出会いが道を作る この道にまた想いを刻む
    Deaiga michiwo tsukuru Kono michini mata omoiwo kizamu
    การพบเจอสร้างทางเดิน ทางเดินแห่งนี้ก็ขีดเขียนความทรงจำ

    短い針が止まれば 長い針も止まる
    Mijikai hariga tomareba Nagai hariwo tomaru
    ถ้าหากว่าเข็มสั้นของนาฬิกาหยุดเดิน เข็มยาวก็ย่อมหยุดเช่นกัน

    同じ痛みを分け合える事 いつしか喜びに変わるから
    Onaji itamiwo akeaeru kotowo Itsushika yorokobini kawarukara
    ความเจ็บปวดก็ถูกแบ่งออกมา มันจะถูกเปลี่ยนเป็นความยินดีสักวัน

    誰もが一人一つ一瞬一秒一度きり 巻き戻せない時を
    Daremoga hitori hitotsu isshun ichibyou ichidokiri Makimodosenai tokiwo
    ในเวลาที่หวนกลับไปไม่ได้อีก ใครสักคน แค่หนึ่งคน แค่หนึ่งเสี้ยววินาที แค่หนึ่งวินาที แค่หนึ่งครั้งเท่านั้น

    ためらわず生きてゆける そんな出会いを探してる
    Tomerawazu ikiteirukeru Sonna deaiwo sagashiteru
    ที่เดินไปไม่มีการหยุด ผมตามหาการพบเจอแบบนั้น

    一人 一つ 一瞬 一秒 一度きり
    Hitori hitotsu isshun ichibyou ichidokiri
    แค่หนึ่งคน หนึ่งเดียว หนึ่งเสี้ยววินาที หนึ่งวินาที ครั้งเดียวเท่านั้น

    出会えてよかった
    deaete yokatta.
    ดีใจจังนะที่ได้เจอกัน..

    listen to the song here

    เรื่องที่หนึ่ง - ยุ่งแบบถึงขีดสุด แต่ว่าก็อยากอัพเพลงนี้มานานมาก ๆ แล้วค่ะ ฟังครั้งแรกในคาราโอเกะที่ไปกับเพื่อนคนไทยในคณะ เสียดายที่ตัวเองความสามารถน้อย แปลออกมาได้ไม่ค่อยเพราะ.. แต่หลัก ๆ ของเพลงนี้ความหมายดีมากๆ ถ้ายังไงลองฟังกันดูนะคะ

    เรื่องที่สอง - สะสม sticker rirakkuma ได้ครบ 20 แต้มแล้วค่ะ เอาไปแลกชามที่ LAWSONS ได้ ดีจายๆ ไม่รอช้า ถ่ายรูปมาอวดทันที (รูปนี้ใช้เลนส์ CANON Fix F1.8 50mm ถ่ายค่ะ คุณภาพต่างชัดเจนกับ TAMRON 2.8 ตลอดช่วงจิงๆ..  ภาพนี้ไม่มีการปรับแสงใดๆทั้งสิ้นด้วยละ)

    rirakkumabowl

    เรื่องที่สาม - วันก่อนไปคุยกับ FACE มา (ที่เรียกว่า FACE เพราะว่าเป็นป้าคนญี่ปุ่นที่อาสาสมัครมาช่วยสอนภาษาญี่ปุ่นให้นร.ต่างชาติในโทได เป็นชื่อโปรแกรมน่ะ) เค้าให้อะไรดีๆมาอย่างนึง.. เค้าบอกว่าลูกชายพึ่งมีแฟน และก็กำลังวางแผนจะแต่งงานกัน พอถามว่าทำไมถึงได้อยากอยู่กับผู้หญิงคนนี้ เค้าก็ให้เหตุผลมาว่า.. たくさん話しても疲れない ไม่ว่าจะคุยด้วยมากแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกเหนื่อย.. ถึงแม้จะเป็นเรื่องพื้น ๆ แต่ว่ามันก็เป็นเหตุผลที่น่ารักดีนะ.. อิอิ ชอบๆ

    October 16

    Around the ordinary thing

    เวลาที่กลับบ้านจากมหาลัย เนื่องจากว่าเราต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่ shimo kitazawa ก็เลยมักจะต้องเดินผ่านป้ายโฆษณามากมายเสมอ.. เมื่อเดือนที่แล้ว เห็นลงข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยนิดหน่อย ชื่อประเทศขึ้นหราเลย.. ก็นะ ไม่ค่อยแปลกใจ แต่พักไว้ก่อน พอดีว่าไปเจอโฆษณาที่แปลกดี เลยถ่ายรูปมาแชร์กันค่ะ

    asahi 

    ป้ายโฆษณานี้เป็นของ อาซาฮี ชิมบุง หรือ หนังสือพิมพ์อาซาฮีน่ะเอง ที่มันน่ารักก็คือมีหนังสือพิมพ์อาซาฮีฉบับมินิติดอยู่ ให้คนหยิบไปอ่านได้ สังเกตุได้ว่าทุกคนที่เดินผ่านก็จะสนใจและเดินมาหยิบกัน.. ในหนังสือพิมพ์มินิก็เป็นไซส์ A4 มีประมาณ 3-4 แผ่น สรุปข่าวที่สำคัญๆ ในหัวข้อที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตคนญี่ปุ่น เช่น การศึกษา การแพทย์ ต่างๆ เป็นต้น แต่ว่าข่าวที่ลงก็ไม่ได้อัพเดทเท่าไหร่ แค่ถึงเดือน พค. ปีนี้เท่านั้น จะเอาไรมากมายเนอะของฟรี..

    dolls

    แล้ววันก่อนก็ไปจับตุ๊กตา หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกกันว่า UFO Catcher มาอีกแล้ว อิอิ ได้มาสองตัว น่ารักดีอะ จับตุ๊กตาแก้เครียด..

    town

    บรรยากาศรอบ ๆ หอ พอดีว่าวันออกกำลังแห่งชาติ อากาศดีม๊ากมาก หลังจากฝนตกชุ่มโตเกียวมาหลายวัน เลยไปเดินเล่นแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ซะหน่อย.. แค่เห็นฟ้าที่เป็นสีฟ้าครามก็ยิ้มออกแล้ว ไม่ว่าจะง่วงแค่ไหน.. อากาศดีจังน้า

    kiss

    สุดท้าย.. หนังสือที่พึ่งไปซื้อมาวันก่อนค่ะ ปกน่ารักมาก เนื้อในก็น่ารัก ชื่อว่า 愛と元気をあなたに ประมาณว่าจะมอบความรักและความเข้มแข็งแด่เธอ ทำไมแปลเป็นไทยแล้วฟังดูลาว ๆ หว่า.. เอาเหอะ หนังสือน่ารักเป็นพอ อิอิ จะเริ่มอ่านก่อนนอนแทนการ์ตูนภาษาไทยซะทีดีกว่า..

    ถึงแม้ว่าจะยุ่งมากมาย แต่ว่าก็ยิ้มให้กับเรื่องเล็ก ๆ รอบตัวได้ทุกวัน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ ชีวิต

    P.S. ท้องฟ้าที่ถ่ายจากบนเครื่อง แบบไร้การตกแต่งสีใดๆทั้งสิ้นค่ะ

    sky

    September 28

    Happiness is back here

    ตอนนี้อยู่เมืองไทยแล้วค่ะ พึ่งกลับมาได้ประมาณ 4 วัน แต่เหมือนกลับมาแล้วประมาณ 4 เดือน เจอเพื่อนไป 5 กลุ่ม กินหนักทุกมื้อ กรี๊ด อ้วนขึ้นสุดๆแหงๆ

    เมื่อวานตอนขับรถไปหัวหมากเพื่อไปกินกับคอม 22 ที่ร้านพี่นกเล็ก Aftermoon เออโปรโมทซะเลย ร้านนี้ข้าวอร่อยมากมาย แต่งร้านน่ารักมากๆด้วย ก็นึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง เลยอยากจะมาเขียนลงบล้อก

    ความสุขของคนเราอะ มันอยู่ที่ไหนกันนะ คนหลายคนพยายามแสวงหาความสุขกันเหลือเกิน ตามหาไปสุดหล้าฟ้าเขียว เค้าเจอกันรึเปล่า

    บางคนก็บอกว่า ขอแค่มีเงินเยอะๆ สุขเวลาเห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่ม
    บางคนก็บอกว่า มีความสุขเวลาได้กินของอร่อย ๆ
    บางคนก็มีความสุขเวลาอยู่กับเพื่อนฝูง หัวเราะเฮฮา ไปเที่ยวกลางคืน และอื่นๆ
    บางคนบอกว่า สุขใจที่ได้มีเธอ (อ๊ะ เสี่ยว) แค่มีกันและกันก็มีความสุขแล้ว
    บางคนก็สุขกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือบางคนสุขกับเรื่องใหญ่ ๆ
    . . .

    ความสุขของคนเราแตกต่างกันออกไป น่าเสียดายที่คนบางคนหาความสุขไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยพอใจกับอะไรเลย ในขณะที่คนบางคนที่มีไม่เยอะ แต่ว่ามองอะไรก็มีความสุขไปหมด

    กลับมาคราวนี้ เราก็พบความสุขเล็ก ๆ ของเรา เหมือนทุกที ความสุขที่ไม่ต้องไปหาที่ไหน ไม่ต้องทำงานใช้เงินซื้อ ไม่ต้องตั้งใจทำแล็บเพื่อให้ได้มันมา เป็นความสุขที่ยั่งยืน ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ได้มันมา หรือไม่ว่าเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มันก็จะยังคงอยู่ตลอดไป

    ความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัว เห็นรอยยิ้มของพ่อแม่แค่นั้นก็มีความสุขสุด ๆ และ
    วินาทีที่มะม้ามากอดตอนออกมาจากสนามบิน
    แค่ได้นั่งกินข้าวมันไก่กับปะป๊าในร้านเล็กๆ ๆ ร้านนึง เจ้าประจำ แล้วคุยกันเรื่องไก่...
    นั่งกินน้ำชากับอาม่า จับมืออาม่าแล้วคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป
    . . .
    ก็เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากมาย และคุ้มมากมายเหลือเกินกับค่าตั๋วเครื่องบินกลับ และค่าของฝาก อิอิ

    ความสุขที่หาไม่ได้จากที่ไหน แต่อยู่ที่นี่เท่านั้น.. ไม่ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่ว่ายังไงมันก็คือบ้านเกิดของเราอยู่ดี

    September 15

    Kiss X2

    ของเล่นใหม่..

    Kiss X2 + Tamron 17-55 F2.8 ตลอดช่วง..

    หุหุ.. หลังจากโดนด่าในเซมิแบบเลวร้ายเมื่อวันศุกร์จนแทบจะร้องไห้ ขอให้รางวัลกับชีวิต (ที่สามารถยืนโดนด่าได้เป็นชม.) เหอะนะ
    และเงินเดือนที่ทำงานก็ออกแล้ว ถึงแม้จะน้อยนิดก็เหอะ ฮ่าๆ.. (ทั้งๆที่ ใช้ไปประมาณสิบห้าเท่า)..

    ประเดิมกับทงคัตสึช็อตแรก.. และวิวชินจูกุฝั่งตะวันออกยามค่ำคืนค่ะ

    tonkatsu

    shinjuku

    ต่อด้วยทดลอง F2.8 แบบซูม.. กับโค้กใน jihanki (自動販売機 jidouhanbaiki : ตู้ขายของอัตโนมัติ) ที่ cafeteria ในหอ

     coke

    ทั้งคุณภาพรูป สี ความละเอียด มันแตกต่างกันมากมายจริงๆ

    อ้อ รูปทุกรูปในนี้ลงแบบไม่ได้ปรับอะไรทั้งสิ้นนะคะ เพียวๆจากกล้อง แค่รีไซส์อย่างเดียว หุหุ

    September 07

    ต่อจากเช้าที่ไม่สดใส

    ต่อจากเช้าที่ไม่สดใส..
    ก็เป็นเย็นที่แสนจะแฮปปี้สินะ

    ไปเที่ยวบ้าน นาโอะจัง กับ ริกะจัง มา จริงๆก็คือบ้านของเพื่อนพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่นที่นี่น่ะแหละ ลูกสาวโตๆกันแล้ว (คือ 5 กับ 10 ขวบ..) น่ารักมากมาย สามปีที่แล้วมาเรียนที่นี่ ริกะยังพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง พึ่งเริ่มเดินนิดหน่อยเอง

    เล่นเครื่อง Wii กันสี่คน กับสาวน้อยสองคน และ คุณแม่เค้า สนุกสนาน แต่ว่าเกมมาริโอคาร์ทแอบยากมากๆ ไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้เล่นกันได้ไง .. หรือว่าเราแก่เกินไปแล้วนะเลยเล่นเกมของเด็กๆไม่ได้ ฮ่าๆ..

    แต่ติดใจ Wii Sport โยนโบลิ่ง (เพราะเป็นเกมเดียวที่เราชนะ..) และก็ตีเทนนิสก็สนุกมากมาย เข้าใจเลยว่าทำไมเครื่องนี้มันฮิตกันจัง.. อยากได้เหมือนกันนะ แต่ว่าเล่นคนเดียวคงจะเหงาน่าดู เดี๋ยวจะยิ่งเหงาทวีคูณ อิอิ

    เครื่อง Wii ไฮโซตรงที่ (อ๊ะ จะเขียน Wii Review ตอนนี้เนี่ยนะ เครื่องมันออกมาตั้งเป็นชาติแล้ว) มันจะเก็บข้อมูลผู้เล่นเป็นหน้าตาคน และเดินไปเดินมา ไม่ว่าจะเล่นเกมอะไรก็เลือกชื่อผู้เล่นนี้ และหน้าคน (ของเราที่เราเลือก) ไว้ออกมาได้เลย เหมือนอยู่ในนั้นจริงๆ.. เกมสำหรับเด็กๆที่เหมือนจะมากับตัวเครื่องก็เช่น ใช้จอยสติ๊ก (ซึ่งเคลื่อนไหวตามที่มือเราขยับ เหมือนเม้าส์) หาตัวคนที่หน้าเหมือนกันเดินกันยั้วเยี้ย หรือว่าพวกเกมยิงนก ซึ่งก็จะมีทั้งเป้าต่างๆออกมา บางทีก็มีหน้าเราออกมาถ้าเรายิงโดนหน้าตัวเองก็เสียแต้ม น่ารักมากๆ สนุกมากเลยอะ แต่มันเป็นเกมกิจกรรมในครอบครัวจริงๆ ถ้ามีลูกค่อยซื้อให้ลูกเล่น (ป่านนั้น เครื่องนี้คงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของเก่าไปแล้ว)

    แล้วสี่สาว (เรา นาโอะจัง ริกะจัง คุณแม่ของสองสาว) กับหนึ่งหนุ่ม (ปะป๊าสองสาว) ก็ไปกินซูชิอร่อยมากๆ ใจกลางกรุงโตเกียว เขตที่โคตรจะแพง ขนาดว่าแมนชั่นเค้าใช้ชื่อว่า The Center สูง 38 ชั้นที่มองออกไปเห็นหมด ชิบุยะ ชินจูกุ อิเคะ.. ไฮโซวมากมาย

    และก็ต่อด้วยคาราโอเกะ แน่นอน ที่เดิม Darts Bar ที่สนิทกับเจ้าของเลยเปิดห้อง V.I.P ให้เด็กๆร้องเพลงเด็กๆกันสนุกสนานถึงเที่ยงคืน.. กรำ.. สอนเด็กให้เที่ยวกลางคืนตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

    ปะป้าเด็กทั้งคู่บอกว่า นาโอะจังคุยกะเราเยอะมากทั้งๆที่ปกติไม่ได้เป็นคนพูดมากขนาดนี้ สงสัยเพราะพูดภาษาเดียวกัน... (เอ๊ะหมายความว่าเราอายุสมองเท่ากับเด็กสิบขวบรึเปล่านะ??) ฮ่าๆ.. ประมาณว่า speech pace เดียวกันละมั้ง..

    และแล้ว เช้าของวันที่ตื่นมาแล้วไม่สดใส ก็เปลี่ยนเป็นค่ำคืนที่แสนจะมีความสุขของเรา..
    เด็กๆนี่ทำให้ชีวิตแฮปปี้จริงๆ

    nao_me
    rika

    September 06

    เช้าที่ไม่สดใส

    เช้านี้ตื่นมาไม่สดใส แสบตาไปหมด อาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อคืนนอนดึกมาก ๆ นอนก็นอนไม่พอละมั้ง

    แต่ต่อให้ไม่สดใสก็ยังเปรี้ยวจะอัพบล้อก เล่นเน็ท อ่านโน่นอ่านนี่ไปเรื่อยๆ
    ตอบเมลเพื่อน พยายามจะดูทีวีช่องเมืองไทย

    แทนที่จะล้มตัวลงนอนต่อ ทำให้ความเหนื่อยยิ่งสะสม..

    ทำตัวเองจริงๆเลยเรา สรุปแล้ววันนี้ทั้งวันก็ไม่ได้ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันอีกแล้ว นั่งเหงาได้เรื่อยเปื่อย บ้าจริง ๆ