Kujah's profileKujah's LeaguePhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Kujah's League誰も知ることのない明日へ~Dear tomorrow that no one ever know~ |
|||||||||||||||||||||||
Thanks for visiting!
piroje denwanichwrote:
พยายามเข้านะครับ
ทำได้อยู่แร้น
อิอิ...
10 June
|
20 September เมโมเมโมไม่ได้อัพบล้อกนี้มา 2 ฤดูได้ (นับกันเป็นฤดูเลยทีเดียว) เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไปอัพที่อื่นแล้วอะค่ะ แบบ anonymously คิดว่าหลัง ๆ ก็ไม่มีใครเข้ามาอ่านบล้อกนี้เท่าไหร่แล้วด้วยแฮะ.. memo กันลืมไว้ดีกว่า ฤดูใบไม้ผลิ
หน้าร้อนปีนี้ ป่วยซะเกือบ 10 วัน ไปอเมริกาซะ 15 วัน นอกจากนั้นเป็นการทำวิจัย แล็บ แล็บ และก็แล็บ.. งุงิ
23 June I LOVE YOUをさがしてる - GLAY作詩:TAKURO 作曲:TAKURO 「昨日まで、好きだったモノが急に嫌いになった 過去の別れにいくらキレイな言葉を並べたって人はのみ込めないのさ I LOVE YOU をふいに言うと 「今日を大切にせずに明日はKISSしてくれるの?」 裏通りに並んだ君の名前によく似た花は「愛をそのままに」 I LOVE YOU をふいに言うと Listen to the song here 10 June ในคืนที่นอนไม่หลับ.. ขณะนี้ 4.14 นาฬิกาคืนที่นอนไม่หลับ 1.00 นาฬิกา - นอนพลิกตัวไปมา หลับตา.. แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้สวดมนต์เลยลุกขึ้นมาสวดมนต์ คืนที่นอนไม่หลับ 17 May Thai festival 2009 @ Yoyogi Parkต่อไปนี้จะเลิกขึ้นต้นบล้อกว่า “ไม่ได้อัพนาน” หรือ “มัวแต่ทำโน่นทำนี่ เลยหายไปเป็นชาติ” แล้วนะ.. เพราะมันขึ้นทุกครั้งที่เขียนบล้อกที่นี่เลย เบื่อแล้วอะ อิอิ ณ โตเกียว.. ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่อากาศดูเหมือนฝนจะตกตลอดทั้งวัน วันนี้ตื่นเองอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่เมื่อคืนก็นอนดึกทีเดียว ตั้งแต่เช้าเพื่อน ๆ ก็ชวนไปงานไทยเฟสอีกรอบ แต่ไปมาแล้วเมื่อวานก็เลยยืนยันว่าจะไม่ไปเด็ดขาด.. พอเล่นเน็ทไปสักพักก็เริ่มหิว ก็เลยเริ่มวันแบบปกติของเรา ด้วยโยเกิตและผลไม้ มื้อกลางวันของเราเป็นอาหารทำเอง ที่ไม่ได้ทำมาประมาณ 1 เดือนได้ (ถ้าไม่นับที่ไปฝากท้องกับครัวคนอื่น ฮ่า ๆ) ของง่าย ๆ เช่นไข่เจียว หมูผัดน้ำมันหอยและต้นกระเทียมของโปรด และข้าวนุ่ม ๆ ของญี่ปุ่นไฮโซที่ลงทุนซื้อแบบแพงหน่อยเพราะว่านาน ๆ ทำทีนึง (ปีละห้าครั้งได้มั้ง ฮ่า ๆ) มื้อนี้ก้ออิ่มจังตังอยู่ครบ (เพราะวัตถุดิบซื้อไปเมื่อคืน) ดีจัง ๆ กินเสร็จว่าจะมานั่งทำงานที่ดองเอาไว้หลายวันซะหน่อย ป้าคาวามุระที่อยู่แถว ๆ หอ (เป็นอาสาสมัครสอนภาษาให้เด็กต่างชาติ) ก็โทรมาชวนไปงานไทยเฟสติวัล เอ่อ.. เราพึ่งไปมา และก็ตั้งใจจะไม่ไป แต่ว่าป้าแกไม่มีเพื่อนไปจริงจังก็เลย เออฟระ ไปก้อได้ ๆๆ ตัดสินใจในเวลา 10 วิ ขอเวลาห้านาทีแต่งตัว คว้ากระเป๋าแล้วก็ออกไปเลย (ทั้งสภาพที่พึ่งทำกับข้าวเสร็จ) อนึ่ง ป้าคาวามุระอายุ 75 แล้ว แต่ยังแข็งแรงมาก.. ถึงแม้จะยังงั้นก็เหอะ วันนี้เป็นวันที่ลมโคตรแรงในรอบปี ฝนก็ดูเหมือนจะตก เราก็เลยเดาว่าป้าเค้าต้องขึ้นบัสไปสถานีรถไฟแน่ ๆ (การเดินทางจากบ้านไปสถานีรถไฟมี 4 ทางเลือก 1 บัส 2 จักรยาน 3 เดิน 4 แท็กซี่..) ปรากดว่าป้าบอกว่า แน่นอนป้าต้องขี่จักรยานไป.. ก็แบบ กรี๊ด เอาจิงอะ แล้วถ้าขากลับฝนตกทำไงอะคุณป้า.. เค้าก็บอกว่า.. ก็ขี่มือนึงอีกมือถือร่มสิ ถามอะไรแปลก ๆ ค่ะ.. - -" เลยดันทุรังขี่จักรยานไปสถานีกัน ขี่ไปฝนก็เริ่มปรอย ๆ เราก็แบบ เนี่ยฝนตก ฝนตก ฝนตก.. ป้าก็แบบ เหรอ นิดเดียวเองนะ ไม่เป็นไรหรอก.. ค่ะ.. - -" ซื้อตั๋วรถไฟ.. คนแก่ไม่มีราคาพิเศษแฮะ พึ่งรู้ ป้าก็เลยถามเราว่า เค่ง (ตั๋วเดือนแบบไปกลับมหาลัย) ของเราไปถึงสถานีไหน.. ถ้าเอาที่ใกล้สถานที่จัดงานสุดก็ ชิโมะคิตะซาวะ อะค่ะ.. ป้าก็แบบ.. งั้นเราลงชิโมะแล้วเดินไปกันมั้ย (ชิโมะ กับ โยโยงิ โคเอ็น.. ห่างกันด้วยสถานีรถไฟประมาณ 5 สถานีอัพ ถ้าใช้เวลาเดินน่าจะไม่ต่ำกว่า 2 ชม.) เราก็แบบ เอ่อ มันเป็นไปไม่ได้มั้ง เราไปลงที่ใกล้ ๆ กันเหอะ.. ป้าก็แบบ ก็ด้ะ.. (เฮ้ย มันก็ต้องนั่งรถไฟไปอยู่แล้วสิ !!) ไปถึงที่งานก็กิน กิน ซื้อของ เดินชมนู่นนี่ คนก็เบียด มาก ๆ งานไทยเฟสติวัลเรียกแขกได้มากมายทุกปีถึงแม้ว่าอากาศจะไม่ดีก็ตาม เจอเพื่อนสองสามกลุ่มโดยบังเอิญ ก็ดี แต่ฝนก็ดูจะตกตลอดเวลาจริงจัง ลมก็แรงแบบตัวจะปลิว ไม่รู้ว่าเพราะเป็นคนแก่ (มาก) รึเปล่า.. ไปซื้อลูกชิ้นเค้าก็ให้มาฟรีหนึ่งไม้ เลยไม่ต้องซื้อซะงั้น - -" พอไปซื้อมะม่วงที่คนขายเป็นคนไทย คนขายก็ถามว่า.. นี่มากับแม่สามีใช่มั้ยคะ…? กรี๊----------------ด หนูยังไม่ได้แต่งงานค่ะ !!! (ต่อให้สมมติว่าแต่งแล้วแม่สามีก็ไม่น่าจะแก่ถึงขนาดนี้นะคะคุณพี่) ถึงแม้จะรู้สึกแย่ไปนิด แต่มะม่วงก็อร่อยมากค่ะ สมแล้วที่เป็นมะม่วงมหาชนกแบบสุกงอมเต็มที่ กลับบ้าน กลับช่องกันได้ซะที เดินซะเต็มคราบ (ดูโน่นดูนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่มากมาย แต่บอกตรง ๆ ว่าอาหารในนี้ ถ้าตั้งใจจะมากินอะไรอร่อย ๆ ไปกินที่ร้านเลยดีกว่าไม่ต้องแย่งกันไม่ต้องเบียด อาหารก็ทำดีกว่าเยอะ เรื่องธรรมดาของการจัดงานพวกนี้ค่ะ) กลับมาถึงที่จอดจักรยาน ป้าทำกุญแจตกหายไปที่ไหนไม่รู้ หากันให้วุ่น สุดท้ายก็ไม่เจอ เลยนั่งบัสกลับบ้าน (แล้วเห็นเค้าบอกว่าจะเอาไขควงมาเอาล็อกออก ซึ่งหวังว่าจะไม่ใช่ด้วยตัวเองนะ ให้ลูกหลานมาทำเฮ้อ) กลับบ้านมาก็ค่อยได้ฤกษ์ทำงาน (ประมาณ 5 นาที) แล้วก็ดูหนังต่อ (อีก 50 นาที) เป็นอันจบวันอาทิตย์ที่น่าจะธรรมดาของเรา เหอ เหอ 31 March Sakuraและแล้วก็ถึงหน้าซากุระของปีนี้ มาญี่ปุ่นได้ปีนึงแล้วสินะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมากมาย ย้อนกลับไปตอนดูซากุระของปีที่แล้ว ยังจำได้ไม่ลืม แบกกระเป๋ามาจากสนามบินกับเพื่อน ๆ แล้วก็ไปกินอาหารจีนแถว ๆ หอ ซากุระยังบานสะพรั่ง เริ่มโรยลงมาบ้างแล้ว อาทิตย์หนึ่งหลังจากนั้น ซากุระก็โปรยลงริมแม่น้ำจนเป็นสีขาวไปหมด สวยมาก.. คงจะไม่ได้ดูภาพนั้นอีกแล้ว ปีนี้ซากุระก็สวยเหมือนเดิม เคยคิดว่าดอกไม้สีขาวนี่มันสวยตรงไหนนะ ทำไมคนถึงได้เชิดชูกันนัก.. พอได้มาสัมผัสกับมันใกล้ ๆ ก็รู้สึกว่ามีมนต์เสน่ห์ของความเป็นญี่ปุ่นดีแท้ ซากุระ บานแล้วก็ร่วงไป เพราะความที่อยู่ได้น้อยเหลือเกิน คนก็เลยชื่นชมกับมัน ปีนี้ในที่สุดก็ได้ดู hanami กับที่แล็บสมใจ เดี๋ยววันนี้ก็จะไปดูกับเพื่อน ๆ นร.ไทย hanami แปลตรงตัวว่าดูดอกไม้ก็จริง แต่ก็คุยกันจนไม่ได้ดูมากกว่า เพราะเหมือนเป็น event ที่คนนัดมาเจอกัน เป็นการรวมตัวกันก็ว่าได้ ปีนี้ช่วงดูดอกไม้อากาศดีแทบทุกวัน นับว่าโชคดีมาก ๆ เลย รอบ ๆ มหาลัยซากุระก็เริ่มบานแล้ว ทางเดินไป lab รู้สึกน่าดูกว่าทุกที อิอิ น่าเสียดายที่ปีนี้ซากุระคงจะอยู่ไม่ถึง พิธีเข้าเรียน 入学式 เพราะแต่เดิม ซากุระเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ที่ญี่ปุ่นเริ่มชีวิตการทำงาน การเรียน ก็เดือน 4 นี้แหละ เลยถือเอาซากุระเป็นสัญลักษณ์ซะเลย ชีวิตช่วงนี้ ก็ยุ่งเหมือนเดิม มีความรู้สึกว่าเซนเซเริ่มจะไว้ใจโยนงานให้ทำมากมาย ถึงแม้จะไม่ค่อยเกี่ยวกับงานวิจัยก็เหอะ.. ส่วนเรื่องงานวิจัยก็ยังลูกผีลูกคนอยู่ ต้องกำหนดวิธีที่ชัดเจนให้ได้ภายในกลางปี ช่วงนี้ก็อ่าน อ่าน อ่าน.. ศึกษาของชาวบ้านไปเรื่อย ๆ เหอ ๆ กลับญี่ปุ่นคราวนี้ยังไม่มีเวลาอยู่บ้านแบบเต็ม ๆ วันเลยอะ ไม่ไปแล็บก็เที่ยวตลอด หุหุ กุนมะสนุกมากมาย เป็นสถานที่ที่ไม่มีอะไรของแท้ มีแต่ออนเซ็น หนาวมากด้วย หิมะก็ตกสวยงามมม เล่นเกมกันจนดึกดื่น กินแบบไม่แคร์ใคร หุหุ ไว้จะเอารูปมาแชร์ทีหลังนะคะ อีกไม่กี่วันน้อง ๆ ใหม่ก็จะมาอยู่ที่หอแล้ว หอนี้ที่เงียบเหงา (ตอนนี้มีคนไทยอยู่ 3 คน เอิ้ก ๆ ) ก็คงจะคึกคักทันตาเห็นเนอะ ![]() 13 March Tomorrowโหวง โหวง อย่างประหลาด อาจจะเพราะว่าที่ผ่านมา ไปเรียนต่อแต่ละที กลับมาเยี่ยมบ้านก็ไม่เคยเกินหนึ่งครั้งก็เรียนจบ (ก็หลักสูตรปีเดียวทั้งนั้นนี่นะ) แต่คราวนี้เป็นการกลับไทยครั้งที่สอง และพรุ่งนี้ก็จะต้องกลับไปโตเกียวแล้ว เพื่อเริ่มปีการศึกษาใหม่ ในฐานะ นศ.ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยโตเกียว (อ้อ สอบผ่านเรียบร้อยแล้วค่า อิอิ) ปีที่หนึ่ง (และยังจะมีอีกหลาย ๆ ปีต่อจากนี้) แค่คิดถึงอนาคต มันก็แตกต่างจากที่ผ่านมาเหลือเกิน คิดถึงบ้านซะแล้ว ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ก็ยังอยู่ในบ้านนี่เอง ความรู้สึกนี้ นร.นอกทุกคนคงเข้าใจกันดี ใคร ๆ จะกลับไปญี่ปุ่นเห็นบ่นกันทุกคนว่าไม่อยากกลับ งั้นงี้ (ยกเว้นแต่มีแฟนอยู่ที่นั่นน่ะนะ อิอิ) จะว่าอยากกลับไปรึเปล่าก็อยากกลับ เพราะอยู่ไทยคราวนี้ การบ้านก็ไม่ได้ทำ (ทำแต่ทำไม่เสร็จ ทำไม่เป็นเลยเลิกทำ เหอ ๆ นศ. ที่ดี) แหงสิ ก็เมื่อเช้าคุย chat กับเซนเซ สารภาพว่าไม่ได้ทำการบ้านล่ะ เซนเซก็พูดว่า..”ผมก็กะไว้อยู่แล้วแหละ หึหึ”.. ขอโทษค่า –“- พรุ่งนี้กลับญี่ปุ่นแล้ว จะตั้งใจเรียนนะ (ถึงแม้ว่ายังมีทริปไปเที่ยวกุนมะรออยู่ กินมิโดริซูชิกับแพนด้า คาคิยาสุกับเอ เซ็นโต คลาสภาษาไทยที่โอโนะทุกอาทิตย์ คาราเต้ และอีกมากมายที่ไม่ได้เกียวกับการวิจัย.. โฮะ โฮะ) 13 February Ski tripสอบเข้าเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ผลยังไม่ประกาศแบบเป็นทางการ แต่ก็ทำดีที่สุดแล้วแหละนะ สอบที่มีแต่ presentation ที่เตรียมมาเป็นเดือน เพื่อนและเซนเซดูให้สองสามรอบ พูดเป็นญี่ปุ่นทั้งหมด ก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น หุหุ พอสอบเสร็จจากคณะ Arts & Science วันแรก (5 กพ.) ก็ไปกินโอโคโนมิยากิ และไปออนเซ็นทันที สบายตัวมากมาย ๆ เนื่องจากคืนก่อนหน้าตื่นเต้นนอนไม่หลับเลยรู้สึกเหมือนพักผ่อนเต็มที่ แต่พอสอบวันที่สอง (7 กพ.) (ของ iii) ก็ไม่ตื่นเต้นอะไรแล้ว เดินถ่ายรูปเล่นกะเพื่อนสนุกสนานแบบไม่เจียม เพราะสอบที่ฮงโกแคมปัส นาน ๆ จะไปที หุหุ สอบเสร็จก็ไปช้อปปิ้งคนเดียวที่อากิบะ ได้การ์ตูนมาเพียบ และกลับมาจัดกระเป๋า กินข้าวกับอัย แล้วก็ออกไปแล็บตอนเที่ยงคืน เย้.. เพราะว่า 8 - 11 กพ. เรามีสกีทริปไปฮอกไกโดกันล่ะ เครื่องบินออก 6.30 เช้ามาก ๆ ก็เลยไปค้างแล็บกันหมดทุกคนยกเว้นเซนเซที่มั่นใจว่าเดินมาสถานีทัน สรุปว่า เป็นการตัดสินใจที่อนาถมากที่ไปค้างแล็บ เพราะเป็นการเปลืองพลังงานแบบโง่ที่สุดเท่าที่เด็กโตไดจะคิดกันได้ 555 ไม่ได้นอนเลยแม้แต่ 1 นาที มัวแต่เล่นมาริโอเทนนิสกันทั้งคืน อ๊าก.. และแล้วก็ถึงเวลา 4.40 วันที่ 8 กพ. เราก็เริ่มเคลื่อนย้ายตัวกันออกมา ที่สถานี komaba todai mae ก็เจอเซนเซยืนรออยู่ ไปขึ้น shihatsu รถไฟเที่ยวแรกกันล่ะ คนเยอะแบบไม่อยากเชื่อ ครึ่งนึงเป็นพวกแบกสกี หรือสโนว์บอร์ดกัน แสดงว่าจุดประสงค์เหมือน ๆ กัน อิอิ ไปถึงสนามบินแบบเกือบ ๆ จะไม่ทัน แต่ก็หวุดหวิด แล้วก็เหินฟ้าสู่ฮอกไกโดค่า วินาทีที่เครื่องลง shin chitose airport ทุกคนตื่นเต้นเพราะว่ามันเป็นสีขาวหมด สวยมาก ๆ แถมหิมะตกปรอย ๆ โคตรจะโรแมนติกเลย.. แต่ว่าเริ่มเหนื่อยกันแล้ว (แหงเดะไม่ได้นอนกันเลย) พอเอากระเป๋าไปเก็บที่โรงแรม ก็ออกมาหาข้าวเช้ากินกัน ทุกคนตัดสินใจกิน soup curry ที่ซูซูกิอุตส่าห์หาข้อมูลมาตั้งใจจะไปกินคนเดียว หุหุ อร่อยใช้ได้ด้วยอะ คนเยอะมาก ๆ ไปรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด ตอนที่ร้านเปิดก็มี 10 คิวได้แล้ว ซุปคาเร่เป็นแกงเผ็ด ๆ ที่เลือกระดับความเผ็ดได้ ใส่อยู่ในหม้อที่ตรงกลางนูนขึ้นมาเพื่อเก็บความร้อน แล้วก็มีเนื้อสัตว์ที่เลือกไว้ เหมือนนาเบะ หรือพวกสุกี้ มีผัก และก็กินกับข้าวค่ะ ข้าวจะเป็นแบบมีชีสใส่ หรือเนย และอื่น ๆ เลือกได้ ระดับความเผ็ดที่เราเลือกคืออันกลางอะ ก็อร่อยอยู่แล้ว ซูซูกิกะยาสึดะเลือกแบบเผ็ดสุดด้วยความที่อยากเท่.. หุหุ สุดท้ายก็กล้ำกลืนกันไปตาม ๆ กัน พอกินข้าวเสร็จก็เดินไปดู clock tower หอนาฬิกาชื่อดังของซัปโปโร ที่ไม่มีอะไรเลย พวกที่แล็บบอกเราเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า มันไม่มีอะไรเลยขนาดที่ว่าคนต้องมาดูให้เห็นว่ามันน่าผิดหวังแค่ไหน 55 เราเลยใส่ชื่อเล่นให้มันว่า gakkari tower หรือแปลว่า ทาวเวอร์แห่งความผิดหวัง น่ะเอง อิอิ.. จากนั้นก็ไป Yuki matsuri งานเทศกาลหิมะ แต่เนื่องจากทุกคนเหนื่อยมาก ๆ เพราะไม่ได้นอน แถมหิมะก็ตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนมองอะไรไม่เห็น และหนาวสุด ๆ ก็เลยรีบ ๆ เดินดูให้จบ ๆ แล้วกลับมาพักที่โรงแรมกัน ได้แช่ออนเซ็นในโรงแรม แล้วก็ออกไปกิน izagaya กัน ลองกินปูขน ปูทาราบะ ซาชิมิ และอื่น ๆ อีกมากมาย สนุกดีและก็อร่อยด้วย อิอิ คืนนั้นหลับเป็นตายกันทุกคน หุหุ วันที่ 9 กพ. ออกเดินทางแต่เช้าไป niseko เมืองที่มีแต่ภูเขาหิมะและลานสกี นั่งบัสประมาณ 2 ชม.ก็ถึง ละ ไปถึงทุกคนก็ตื่นตาตื่นในที่มันมีแต่สกีจิงจัง 555 เอาของไปเก็บแล้วก็ไปเช่าชุดสกีที่จองไว้ กว่าจะลองเสร็จเรียบร้อยก็กินเวลาเป็น ชม. เซนเซอดใจไม่ไหวเลยหนีไปเล่นสกีก่อนแล้ว ด้วยความที่เซนเซพวกเราเป็นโปรสกีแบบมี license สอนได้ เล่นคอร์สไหนก็ได้ (ไม่มีคอร์สก็เล่นได้ ฮ่า ๆ) กว่าพวกมือใหม่แบบเรา กะ โซซัง จะไปถึงลานสกี (อย่างยากลำบากเพราะสกีมันหนักมากมายง่ะ) เซนเซก็ไปเล่นบนคอร์สสูง ๆ มาจุใจแล้ว เลยมาสอนได้ บ่ายนั้นทั้งบ่ายหัดยืน พอเริ่มเย็นเราก็ลื่นได้แล้ว เซนเซเลยพาไปลื่นบน beginner course โดยครั้งแรกประกบให้เราเกาะลงมาด้วย เพราะว่าสโลปมันชันม๊าก (ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้มาดูแล้วก็เฉย ๆ หุหุ) แล้วทิ้งกลางทาง ก็ลื่นต่อลงมาเองจนจบได้ เย้.. ตอนเย็น ๆ พวกเพื่อน ๆ ก็เลยจับขึ้นลิฟต์ไปเล่นอีกหลายรอบ เหนื่อยมากมาย วันนี้ก็แช่ออนเซ็นสบายที่สุดเลย dotenburo มองเห็นภูเขาหิมะสวยมาก ๆ 10 กพ. ก็ไปเล่นเองแล้วอะ แต่พอดีดันไปบนยอดเขาตอนที่มีพายุหิมะ ก็เลยมองทางไม่เห็น เศร้ามากกว่าจะลงมาได้ ดีที่มีเพื่อนในแล็บคอยดูมาด้วย ใช้เวลา 2 ชม.กว่าจะลงมา ชาวบ้านเป็นห่วงกันหมด หุหุ.. ตอนเย็นเลยต้องไปเล่นที่ง่าย ๆ เรียกความมั่นใจกลับคืนมา แล้วคืนนี้เราก็ออกไป nighter กันด้วยล่ะ สวยงาม คนน้อย สบาย และก็แช่ออนเซ็นแบบนอก โรงแรม เสียตัง แต่ว่าน้ำดีกว่ามากมาย อิอิ ทริปนี้ต้องขอบคุณเซนเซมากที่สุด เพราะว่าตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่เล่นสกี เซนเซประกบสอนแบบจากเริ่มหันเดิน จนลื่นลงมาจากสโลปแบบ intermediate ได้ เสียสละเวลาที่ตัวเองจะได้เล่นเองไปเยอะมาก ๆ นี่ถ้าไปจ้างเค้าสอน คงหมดไปหลายหมื่นแน่ ๆ เพราะกว่าจะเป็นมันไม่ใช่แค่ 1 - 2 ชม. อะ.. แถมวันสุดท้าย 11 กพ. เซนเซยังพาไป gift tour คือรูทที่ไปหามาเพื่อให้เราลองไปเล่น แล้วก็สนุกจริง ๆ ด้วยเพราะว่ามันไม่ยาก ไม่ง่าย สูง หิมะนุ่ม และต้องผ่านทางยากนิดหน่อยกว่าจะกลับลงมาได้อะ แต่สนุก และลื่นได้ดีกว่าวันที่สองมากแบบเห็นได้ชัด ถ่ายวีดีโอมาเยอะมากมาย เพราะว่าเอากล้องวีดีโอกันน้ำไปด้วย xacti ที่ซุซูกิเรียกเป็นชื่อเล่นกล้องไปซะแล้ว ฮ่า ๆ.. สรุปแล้วสนุกมากมาย แพงไปหน่อยก็เหอะ แต่ไม่ผิดหวังจิงจัง รางวัลหลังสอบที่ดีมากเลยอะ วันแรกถามเซนเซว่า มาสอนแต่พวกเรา ไม่ได้ไปลื่นเอง ไม่เบื่อหรอ เซนเซตอบกลับมาว่า กรี๊ด--------------------ด ซึ้งค่ะ |
||||||||||||||||||||||
|
|